กรดไหลย้อน GERD

1

กรดไหลย้อน หรือ Gastroesophageal reflux GERD เป็นภาะวที่มีกรดจากในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร คนไข้จะมีอาการแสบร้อนในอก Heartburn บางคนจะบอกว่ามีอการอึดอัดร้อน ๆ ตรงกลางหน้าอก ขึ้นไปถึงคอ หรือบางคนมาด้วยอาการเจ็บคอ หรือรู้สึกขม ๆ ในคอ โดยจะมีอาการนานเป็นชั่วโมง และจะแย่ลงหลังจากรับประทานอาหาร คนทั่วไปทุกคนอาจจะเคยมีอาการแบบนี้ แต่ถ้าเป็นมากกว่า 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ กลืนอาหารลำบาก หรือมีน้ำหนักลด โลหิตจางลง จะสัมพันธ์กับโรคกรดไหลย้อนแบบรุนแรงได้
สาเหตุ
คนส่วนใหญ่จะมีอาการร้อนในทรวงอก จากการสัมผัสกับกรดจากกระเพาะมากเกินไป ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บ เป็นแผลหรืออักเสบของหลอดอาหาร ปกติแล้วที่ส่วนปลายของหลอดอาหารจะมีกล้ามเนื้อหูรูด Sphincter ที่ชื่อ LES ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ส่วนปลายของหลอดอาหาร จะทำหน้าที่บีบตัวไว้เพื่อกันไม่ให้กรดย้อนกลับขึ้นมา ใน GERD LES หย่อนเกินไป ทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารได้

โรคที่มาพร้อมกับ กรดไหลย้อน

1. เจ็บคอ ไอ แสบคอ ทำใ้ห้คิดว่าเป็นโรคเกี่ยวกับ คอ จมูก
2. หอบหืด กรดไหลย้อนจะทำให้คนที่เป็นหอบหืด มีอาการบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้นได้

การรักษาในคนที่มีอาการนาน ๆ ครั้ง
กลุ่มนี้สามารถรักษาได้โดยการเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่

*หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการ เช่น กาแฟ ชอคโกแลต เปปเปอร์มิ้น อาหารมัน อาหารเผ็ด ผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ และแอลกอฮอล์
* หยุดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้กระเพาะสร้างกรดมากขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อ LES อ่อนแอ
*ลดน้ำหนัก
* อย่ารับประทานอาหาร 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน
* หากอาการไม่มาก และเป็นไม่บ่อย อาจซื้อยาลดกรด และยาเคลือบกระเพาะจากร้านขายยาเป็นครั้งคราวได้ครับ

ยาที่ซื้อได้ตามร้านขายยาจะเป็นยาในกลุ่ม

H2 blockers เช่น cimetidine, ranitidine
proton pump inhibitors (PPIs) เช่น miracid nexium prevacid

แต่ถ้าคุณซื้อยาทานเองแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายในสองสัปดาห์ คุณควรที่จะพบเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีโรคแทรกซ้อนร้ายแรงแฝงอยู่

เมื่ออาการไม่สามารถควบคุมได้โดยการเปลี่ยนพฤติกรรม และการใช้ยาลดกรดทั่วไป คุณควรจะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียด เพราะถ้าไม่รักษาอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น บางรายคิดว่าเป็นโรคทางเดินอาหาร แต่เป็นอาการแน่นหน้าอกจากโรคหัวใจ หรือบางรายทิ้งไว้นานจนหลอดอาหารตีบ หรือมีการอุดตัน หรือมีเลือดออกในทางเดินอาหาร และที่ร้ายกว่านั้นคือเป็นมะเร็ง

อาการที่บ่งว่ามีความผิดปกติที่รุนแรงได้แก่

* กลืนอาหารลำบาก
* มีเลือดออก เช่นอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระมีสีดำ
* สำลักอาหาร หรือมีอาการไอ หอบเหนื่อย หรือเสียงแหบลง
* น้ำหนักลดผิดสังเกต

การรักษาในรายที่เป็นรุนแรง หรือเรื้อรัง
เป้าหมายในการรักษา คือ

1. ควบคุมอาการให้ดีขึ้น
2. ป้องกันการอักเสบของหลอดอาหาร
3. ป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ในผู้ป่วยหลายคน กลายเป็นโรคเรื้อรัง ที่จะต้องให้การรักษาไปตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือการต้องได้รับยาเป็นประจำ
การรักษาทั้งหมด ยึดหลักว่า ให้ลดปริมาณกรดที่ย้อนกลับไปในหลอดอาหาร และลดการระคายเคืองของหลอดอาหารจากกรดที่ย้อนขึ้นมา

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

1. นอนหนุนหมอนสูงขึ้น 6-10 นิ้ว
2. เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานและการนอน ไม่ควรรับประทานก่อนนอน 2 ชั่วโมง ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อ
ใหญ่ โดยเฉพาะมื้อเย็น
3. ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป และควรลดน้ำหนัก ถ้าน้ำหนักเกินมาตรฐาน
4. เปลี่ยนอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้กล้ามเนื้อ LES อ่อนแอ เช่นของมัน ชอคโกแลต และหลีกเลี่ยงอาหารที่
ทำให้ระคายเคืองหลอดอาหาร ได้แก่ ของเผ็ด น้ำผลไม้เปรี้ยว น้ำมะเขือเทศ
5. งดการสูบบุหรี่และการดื่มเหล้า

การรักษาด้วยยา
ยาลดกรดกลุ่ม H2 Receptor Antagonists เช่น ranitidine cimetidine
จะช่วยลดการหลั่งกรดจากกระเพาะ และลดการระคายเคียงของหลอดอาหาร ส่วนใหญ่ทานวันละ 2 ครั้ง และจะช่วยลดอาการได้ 50% ของผู้ป่วย ราคาถูกกว่ากลุ่มที่สองมาก

ยาลดกรดกลุ่ม Proton Pump lnhibitors เช่น nexium prevacid miracid
เป็นกลุ่มที่จะช่วยรักษาในกลุ่มที่เป็นรุนแรงได้ดีกว่ายากลุ่มแรก ทำให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้นได้เร็วกว่า ส่วนใหญ่ถ้ามีอาการอักเสบจากการศึกษาคือ การอักเสบจะหายได้ดี หลังจากทานยา 6-8 สัปดาห์ ได้ 75-100% ดังนั้นหากเริ่มต้นรับประทานยาควรทานให้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 1-2 เดือนถึงแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม ในบางรายอาการจะกลับมาหลังหยุดยา ทำให้บางครั้งแพทย์ต้องแนะนำให้ใช้ยาต่อเนื่องระยะยาว

ยาช่วยการทำงานของหลอดอาการ Promotility Agents

การผ่าตัดอาจจะเป็นทางเลือกสุดท้าย สำหรับคนที่รักษาไม่หาย หรือมีภาวะแทรกซ้อนเช่นมีเลือดออก มีการตีบของหลอดอาหาร หรือมีลักษณะที่อาจจะเป็นมะเร็ง โดยในปัจจุบันจะใช้การส่องกล้อง เข้าไปตรวจ และทำการรักษา

หากสงสัยหรือว่ามีอาการเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมนะครับ

ขอบคุณข้อมูลทั้งหมดโดย : หมอหมี Dr.Carebear Samitivej

Related posts:

ความเห็น

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>