โรคมะเร็ง ภัยเงียบที่ประมาทไม่ได้

pic10

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข โรคมะเร็งยังคงรักษาแชมป์ที่เป็นสาเหตุให้คนตายเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องกันเป็นเวลาถึง 13 ปี และคนไทยเสียชีวิตกว่า 60,000 คนต่อปี ส่วนทั่วโลกมีรายงานการเสียชีวิตปีละเกือบ 8 ล้านคน โดย 5 อันดับโรคมะเร็งยอดฮิตของคนไทยได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี,มะเร็งปอด,มะเร็งเต้านม,มะเร็งทวารหนักและลำไส้และมะเร็งปากมดลูกตามลำดับ

จากข้อมูลเบื้องต้นทำให้เราต้องมาคิดทบททวนถึงสาเหตุและวิธีป้องกันโรคมะเร็ง กันดีกว่าที่เรารอให้เป็นมะเร็งแล้วถึงรักษาเพราะนั้น คือ ต้นทุนที่สูงจนเราอาจจะต้องใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตมาทุ่มเททั้งหมดเพื่อรักษาโรคมะเร็งได้

ว่ากันว่าทุกคนมีเซลล์มีเซลล์มะเร็งวิ่งพล่านอยู่ทั่วร่างกาย แต่มีไม่มากพอที่จะแสดงอาการเพราะถูกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายควบคุมไม่ให้โรคมะเร็งแสดงแสนยานุภาพออกมา แต่หากเมื่อถึงเวลาที่เซลล์มะเร็งถูกกระตุ้นด้วยสภาวะต่างๆ เช่น สารเคมี,รังสี,อาหารการกินที่ผิดลักษณะ,รวมถึงความเครียด เมื่อถึงเวลานั้นระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มอ่อนแอลง และเป็นโอกาสให้เซลล์มะเร็งขยายตัวได้เต็มที่ หากโชคดีเราสามารถตรวจพบโรคมะเร็งระยะเริ่มต้นได้ แต่ก็มีหลายรายที่มาตรวจพบระยะที่เซลล์มะเร็งแพร่กระจายตามระบบน้ำเหลือง,ระบบเลือดไปทั่วร่างกายแล้ว

จากข้อมูลของเว็บไซต์สถาบันโรคมะเร็ง เราสามารถสังเกต 8 สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ได้แก่ ระบบขับถ่ายผิดปกติอุจาระมีสีดำหรือปัสสาวะเป็นเลือด,กลืนอาหารลำบาก เสียดท้อง แน่นท้องเป็นเวลานาน,เสียงแหบ ไอเรื้อรัง,มีเลือดหรือตกขาวผิดปกติ,แผลรักษาไม่หาย,หูดและไฝตามร่างกายเติบโตผิดปกติ,พบก้อนบริเวณเต้านมหรือส่วนต่างๆของร่างกาย,หูอื้อหรือมีเลือดกำเดาไหล

การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีต้นทุนที่สูงมากโดยเฉพาะการทำเคมีบำบัดและฉายรังสี ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงต่อเซลล์ดีๆและระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เกิดภาวะอ่อนเพลีย ผมร่วงได้  ซึ่งรูปแบบการรักษาดังกล่าวอาจแก้ได้เพียงปลายเหตุ ทำให้เซลล์มะเร็งเล็กลงเท่านั้นแต่ก็ยังอยู่วนเวียนอยู่ในกระแสเลือดอยู่ แต่วิธีการรักษาที่ต้นเหตุ คือ การตัดวงจรไม่ป้อนอาหารให้เซลล์มะเร็งเติบโต อาหารของเซลล์มะเร็ง เช่น น้ำตาล,เนื้อหมู,เนื้อวัว หันมาเน้นทานผัก ผลไม้สด และธัญพืชเพื่อลดความเป็นกรด ส่งผลต่อการลดการกระจายตัวของมะเร็งและควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มอ๊อกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมากๆ เพราะเซลล์มะเร็งไม่ชอบอ๊อกซิเจน และที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างสภาวะจิตใจให้คิดบวก อย่าเครียดมากเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อลดสภาพความเป็นกรดภายในร่างกาย

โรคเบาหวาน ที่ไม่ใช่เรื่องเบาๆอีกต่อไป

pic09

เป็นเรื่องที่น่าตกใจเมื่อได้ยินข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2554 เกี่ยวกับโรคฮ๊อตฮิตติดอันดับ 1 ใน 4 โรคที่คร่าชีวิตคนไทย คือ โรคเบาหวาน รายงานว่ามีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคเบาหวานเฉลี่ยวันละ 24 คนละอีก 26 ปีข้างหน้าหากยังมีอัตราการเสียชีวิตเช่นนี้    จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานมากขึ้นถึง 2 เท่า โดยการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานมักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากโรคเบาหวาน เช่น ไตวาย,ความดันโลหิตสูง,เส้นเลือดเปราะแตกง่าย เป็นต้น

สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานเกิดจาก การที่ตับอ่อนบกพร่องเนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น การใช้ยาหรือสารเคมี ทำให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในสภาวะปกติ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป จนเป็นเหตุให้เลือดมีความหนืดสูง ไหลเวียนไม่สะดวก ส่งผลต่อเนื่องให้ความดันเลือดสูง ไตทำงานหนักขึ้น แผลหายยากซึ่งถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนในเวลาต่อมา

การสังเกตุอาการของคนมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน เราสามารถสังเกตุจากหลายๆอาการประกอบกัน คือ ปัสสาวะบ่อยเกินปกติและสังเกตุดูจะพบว่ามีมดมาตอมปัสสาวะ,คอแห้ง ดื่มน้ำบ่อย,หิวบ่อย ทานยออะแต่น้ำหนักกลับลด ร่างกายอ่อนเพลีย,แผลหายยาก มีการติดเชื้อทางผิวหนัง เกิดแผลได้บ่าย,คันตามผิวหนัง,ตาพร่ามัว หากมีหลายๆอาการข้างต้นควรจะไปตรวจวัดระดับน้ำตาลเพื่อตรวจวัดความเสี่ยงโรบเบาหวาน ซึ่งคนปกติหากวัดระดับน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารเช้า ระดับน้ำตาลจะอยู่ในช่วง 70-99 มก./ดล. หากเราตรวจพบความเสี่ยงแต่เนิ่นๆย่อมจะมีหนทางป้องกันไม่ให้โรคเบาหวานเกิดรุนแรงขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปคนไข้มักละเลยจนมาทราบอีกครั้งถึงขั้นเกิดสภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากโรคเบา เช่น ไตวาย,ความดันโลหตสูง,เบาหวานขึ้นตา,แผลหายยาก ซึ่งถึงเวลานั้นการรักษาทำได้ยากกว่าแน่นอน

โรคเบาหวานเมื่อเป็นเรื้อรังแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมและป้องกันไม่ให้ร้ายแรงขึ้นมากกว่าเก่าได้ โดยการควบคุมการกินอยู่หรือภาวะะโภชนาการให้สมดุล ไม่ทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือแป้งสูงเกินไป นอกจากนี้ยังควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งหากผู้ที่อ้วนสามารถลดน้ำหนักลงได้ 5-10% ก็จะช่วยลดความเสี่ยงภาวะโรคเบาหวานลงได้

โรคภูมิแพ้ ระวังไว้เป็นการดี

pic08

ฝุ่นนิด ฝุ่นหน่อย  แล้วตาก็เริ่มแดง จากนั้นก็จามฮัดเชย ไม่นานน้ำมูกใสๆก็ไหลออกมาน่าสงสาร อาการแบบนี้พบเห็นกันบ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ที่รู้จักในนามของอาการโรคภูมิแพ้ โดยมีรายงานจากนพ.ปรีดา สง่าเจริญกิจ กุมารแพทย์และวิทยาภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลพยาไท1 มีเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้อากาศมากถึง 50%เมื่อเทียบกับภูมิแพ้ชนิดอื่นๆ ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว อาการของโรคภูมิแพ้ที่รุนแรงอาจส่งผลไปถึงอาการหอบหืด ระบบหายใจติดขัด หากไม่ได้รับการรักษาอาจมีปัญหาร้ายแรงถึงชีวิตในเวลาต่อมา

โรคภูมิแพ้ เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่ไวเกินเหตุ สิ่งแปลกปลอมยกตัวอย่าง เช่น ขนสัตว์เล็กๆ,ฝุ่นผง,สารเคมีหรือเชื้อโรค โดยสาเหตุของการเกิดโรคภูมิแพ้โดยทั่วไปมี 2 ประการที่เป็นหลักใหญ่ คือ การถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ โดยเมื่อมีการเช็คประวัติคนป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ 20-40% พบว่าพ่อแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ซึ่งอาจจะเป็นโรคภูมิแพ้คนละชนิดกับผู้ป่วยได้ และประการที่สองโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากสภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะมลภาวะเป็นพิษจากควันรถ,โรงงานอุตสาหกรรม และด้วยสภาวะที่เร่งรีบของคนเมืองที่ทำให้ไม่มีเวลาเลือกอาหารที่เป็นประโยชน์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การเลี้ยงลูกของคนปัจจุบันมักใช้นมผงเลี่ยงมากกว่านมแม่ยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงเสี่ยงต่อภาวะโรคภูมิแพ้มากขึ้นอีก

อาการโรคภูมิแพ้สามารถสังเกตได้จาก การจาม คัดจมูก คันจมูก คันตา ไอเรื้อรัง มีเสมหะ มีอาการเหนื่อยหอบ หรืออาจมีอาการทางระบบผิวหนังผื่นคันตามข้อพับ ลมพิษ หรือในอาการแพ้อาหารอาจมีอาการอาเจียน อุจจาระร่วง ปวดท้องอย่างแรง หรือหากมีอาการแพ้มากจนถึงอาการหอบ หายใจติดขัด ช๊อคหรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

เมื่อทราบกันแล้วว่าโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่น่ากลัวและส่งผลร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตหากไม่ป้องกันไว้ก่อน ฉะนั้นเรามาเรียนรู้ถึงวิธีป้องกันโดยวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การป้องกันที่ต้นเหตุและต้นเหตุสำคัญ คือ ฝุ่นผง,ขนสัตว์และสารเคมี ฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงแหล่งที่จะสะสมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ เช่น การใช้การใช้เครื่องนอนบุด้วยผ้า,พรมปูพื้น ภายในบ้านและควรจะหมั่นทำความสะอาดผ้าม่าน,ผ้าห่มอันเป็นแหล่งสะสมฝุ่นผง รวมถึงหลีกเลี่ยงการเอาสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงในบ้าน และพยายามหลีกเลี่ยงแหล่งสะสมมลพิษ เช่น ควันบุหรี่ ควันรถ โรงงานอุตสาหกรรม

อาหารเพื่อสุขภาพในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

pic07

ท่ามกลางสภาวะสังคมที่เร่งรีบ ผู้คนต่างมองไกลไปสู่อนาคตมากกว่าจะตระหนักว่า พาหนะที่จะพาเราไปสู่ฝั่งฝันอย่างสุขภาพร่างกายจะมีพลังและอดทนได้มากน้อยเพียงใดต่อสภาวะกดดันรอบด้านแบบนี้ ดังนั้นการหันมาใส่ใจดูแลเรื่องของสุขภาพเป็นกระแสที่มาแรงพอๆกับการหาทำหลายๆอย่างเพื่อเลี้ยงชีพให้ตัวเองและครอบครัวอยู่รอด เพราะถ้าสุขภาพดี จิตใจเปี่ยมล้นด้วยพลัง ย่อมจะมีผลต่อการงานที่ดีมีคุณภาพ นั้นก็หมายถึงรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพ คือ เรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องเลือกเพื่อเป็นประโยชน์ต่อร่างกายทุกวัน ท่ามกลางกระแสถาโถมของอาหารขยะ แฟรนไชส์ระดับโลกจากตะวันตก เรามักหลงทางไปกินกันเพื่อความเท่ห์ หลงเคลิบเคลิมไปกับการตลาดต่อแถวกันจนยาวเหยียดก็ยอมทนจนละเลยอาหารเพื่อสุขภาพไป

จริงๆแล้ววัฒนธรรมการกินอยู่ของคนไทยเน้นเรื่องอาหารสุขภาพมาแต่บรรพกาล สังเกตุคนแก่อายุยืนๆที่มักพบอยู่ตามชนบทที่กินอยู่กับอาหารสุขภาพที่มีตามธรรมชาติ น้ำพริก ผักหลากหลายชนิด หากจะมีเนื้อบ้างก็เป็นประเภทปลา ไก่ สัตว์เล็กๆซะมากกว่า อาหารธรรมชาติเหล่านี้ปนเปื้อนสารพิษน้อยมาก

แต่เมื่อเข้ามาดูชีวิตความเร่งรีบของคนเมืองในปัจจุบันจะพบว่า อาหารเพื่อสุขภาพในนิยามคนเมืองจะมองไปที่เรื่องของผักปลอดสารพิษ,ข้าวกล้อง หรือหากินแบบไม่เพียงพอก็ต้องหันไปพึ่งอาหารเพื่อสุขภาพประเภทเสริมอาหาร ที่กลายเป็นกระแสฮ๊อตฮิตในปัจจุบัน ซึ่งการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพประเภทอาหารเสริม ที่มีหลากหลายมากจนเลือกไม่ถูก เราต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆให้ดี เช่น อย.,สรรพคุณ,สารที่ใช้ประกอบ,ข้อควรระวัง ฯลฯ พึงระลึกเสมอว่า เสริมอาหารไม่ใช่ยา ย่อมไม่มีผลต่อการรักษา อย่างหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริงจนนำมาใช้แล้วเกิดอันตรายต่อร่างกาย แถมยังต้องเสียเงินมากมายเพราะโดนหลอกอีกด้วย

อาหารเพื่อสุขภาพที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยมีให้เราเลือกซื้อเลือกใช้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เราเองควรใช้วิจารณญาณในการเลือกให้ดีเพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจกับสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว เพราะการสูญเสียบางอย่างสูญเสียไปแล้วเราไม่มีทางนำกลับคืนมาได้

การดูแลสุขภาพลดต้นทุนด้วยการป้องกันดีกว่าการรักษา

pic06

สองทางเลือกระหว่างทางที่หนึ่งมีเงินมากมาย แต่สุขภาพทรุดโทรม สุดท้ายเงินก้อนนี้ต้องเอาไปรักษาสุขภาพทั้งหมด และทางที่สองเงินที่หามาได้แบ่งส่วนหนึ่งมาดูแลสุขภาพบ้าง เงินที่หามาได้เรามีโอกาสใช้ในระยะยาวแน่นอน จริงไมครับ?

ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสภาวะกดดัน เราถูกบีบอัดจากทุกด้านไม่ว่าจะเป็นครอบครัว การงาน เศรษฐกิจ สังคม จนทำให้เราแทบไม่มีเวลาให้กับเรื่องใกล้ตัวมากที่สุดคือ การดูแลสุขภาพ เราปล่อยให้สภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษที่เราสร้างขึ้นมาเองทำร้ายร่ายกาย และยิ่งกว่านั้นมันทำร้ายลึกไปยังจิตใจจนทำให้สภาพร่างกายยิ่งแย่ลงไปกว่าเดิม

หากจะพิจารณากันให้ดีๆจะพบว่า ต้นทุนของการดูแลสุขภาพหรือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ดูเหมือนจะใช้น้อยกว่าต้นทุนที่ใช้ในการรักษา เพราะต้นทุนที่ใช้ในการดูแลสุขภาพบางอย่างแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เช่น การออกกำลังกลาย,การพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น แต่ต้นทุนในการรักษาท่านต้องเตรียมเงินเป็นก้อนๆไว้รอได้เลย เช่น เมื่อคุณตรวจพบมะเร็งขั้นร้ายแรงท่านต้องเตรียมแอดมินไว้อย่างน้อยหลักแสนถึงหลักล้าน และที่สำคัญคือเราไม่อาจรับประกันได้ว่าจะดีขึ้นได้ขนาดไหน

การดูแลสุขภาพที่ยังพูดถึงกันบ่อยๆ คือ เรื่องอาหาร,อากาศ,ออกกำลังกายและที่สำคัญคืออารมณ์

  • อาหาร เลือกที่มีประโยชน์ ประเภทจัดทั้งหลาย หวานจัด เค็มจัด มันจัด งดได้เป็นการดีต่อการดูแลสุขภาพ และตามสูตรของคุณหมอแดงแห่งดิอโรคยา คือ กินได้ ย่อยได้ ถ่ายคล่อง ทำให้ครบ 3 เรื่องนี้ในแต่ละวัน
  • อากาศ แม้จะอยู่ท่ามกลางมลภาวะเป็นพิษในเมืองใหญ่ เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพควรออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ตามป่าเขาลำเนาไพรบ้างอย่างน้อยเดือนละครั้ง หาโอกาสให้เท้ามีโอกาสสัมผัสผืนดินช่วยถ่ายเทประจุที่เป็นอันตรายสะสมในร่างกายลงดินไปบ้าง
  • ออกกำลังกาย เป็นเรื่องสำคัญที่หลายคนมองข้าม แต่เราต้องใส่ใจอย่างมากต่อเรื่องของการดูแลสุขภาพ หลายคนมีข้ออ้างเยอะมากในการออกกำลังกาย เราต้องทำตัวเป็นนักฉวยโอกาสบ้างครับเพื่อการดูแลสุขภาพของเรา ไม่ได้จริงๆ แกว่งแขนอย่างน้อยวันละ 200 ครั้ง ไม่ต้องใช้พื้นที่มากมายทำได้เลยครับ หรือหาโอกาสเดินใกล้ๆบ้างไม่ต้องใช้รถ หรือตอนขึ้นตึก 2-3 ชั้นไม่ต้องใช้ลิฟท์เดินออกกำลังเป็นการดี
  • อารมณ์ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ ถ้าเราควบคุมไม่ได้ วีนบ่อยๆ เครียดจนออกหน้าออกตา อาการป่วยที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยจะกลับกลายเป็นมากกว่าเก่า ฉะนั้นการดูแลสุขภาพกับการควบคุมอารมณ์ควรจะจับมือกันไปด้วยกันครับ เหมือนดั่งคำพระท่านว่าไว้ “จิตเป็นนาย กลายเป็นบ่าว” จิตดี กายดี จิตเสื่อม กายป่วยทันทีครับ

ฉะนั้นเราควรจะใส่ใจหันมาดูแลสุขภาพ เริ่มตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่เราจะต้องเอาเงินที่หาได้ทั้งหมดไปมอบให้กับการรักษาในตอนเจ็บป่วยทั้งๆที่เราไม่ต้องการแบบนั้น เชื่อเถอะครับว่าต้นทุนของการดูแลรักษาสุขภาพย่อมน้อยกว่าการรักษาแน่นอน

อบอุ่นหน้าหนาวกับสมุนไพรพื้นบ้าน

page_6

ในช่วงปลายปีอากาศในบ้านเราจะเริ่มเย็นขึ้นโดยเฉพาะทางตอนเหนือของประเทศและบนที่สูงอากาศจะเย็นกว่าบริเวณอื่น อากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทันเกิดการไม่สบายได้ง่าย

โรคที่เกิดขึ้นได้บ่อยในช่วงที่อากาศเย็นคือไข้หวัด เนื่องมาเชื้อไวรัสต่างๆมีสภาพคงตัวและแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว อีกเหตุผลคือร่างกายของคนเราโดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่ดีเพียงพอ เมื่อสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นร่างกายก็ไม่สามารถปรับสภาพได้ทันจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอรับเชื้อต่างๆ เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย พืชผักสมุนไพรพื้นบ้านของเราเป็นตัวช่วยตัวหนึ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้ในหน้าหนาว

กระเทียม เป็นสมุนไพรที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำอยู่แล้วในการปรุงประกอบอาหาร ตามตำราของแพทย์โบราณทางตะวันออกระบุถึงคุณสมบัติของกระเทียมเพื่อเพิ่มพลังในร่างกาย เพราะความร้อนของกระเทียมจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นโดยเฉพาะหากเป็นกระเทียมสดจะยิ่งมีสารอัลลิซินที่มากกว่า สารตัวนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมีการศึกษาที่พบว่าสารในกระเทียมช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดคออักเสบ และลดการเกิดไข้หวัดในฤดูหนาวได้ ข้อควรระวังในการรับประทานกระเทียมคือไม่ควรรับประทานครั้งละมากเกินไป (มากกว่า 10 กลีบ) ในช่วงที่ท้องว่างเพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร สำหรับผู้ที่รับประทานยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือดควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทานกระเทียมในปริมาณสูงเป็นประจำเนื่องจากอาจส่งผลต่อฤทธิ์ของยา

ขิง เป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่มีใช้กันมานานทั้งตะวันออกและตะวันตก ขิงเป็นพืชที่มีรสเผ็ดร้อน เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นลดการเกิดไข้หวัด ตามตำราแพทย์พื้นบ้านมีการใช้ขิงทั้งสดและแห้ง เพื่อแก้หวัด แก้ปวดหัว และแก้หนาว วิธีการรับประทานก็เพียงนำเอาขิงแก่มาต้มแล้วดื่มน้ำขิงก็จะทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น หรืออาจเติมน้ำผึ้งในปริมาณเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ

หัวหอม โดยทางตำราแพทย์ทั้งแผนตะวันออกและตะวันตกนิยมใช้หัวหอมในการรักษาโรค โดยเฉพาะคุณสมบัติที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น เพิ่มภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย นิยมนำมาปรุงประกอบอาหารมากกว่าการรับประทานแบบสด นำมาทำเป็นซุปจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงจะสังเกตได้ว่าประเทศที่มีลักษณะอากาศหนาวจะมีอาหารที่ปรุงประกอบด้วยหัวหอม เช่น ซุปหัวหอมของทางยุโรป ซุปหัวหอมและไก่ของจีน ซุปหัวหอมและถั่วของทางตะวันออกกลางเป็นต้น แต่ควรระวังเพราะหากรับประทานมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดร้อนในและไม่ควรรับประทานหัวหอมสดปริมาณมาก (มากกว่า 1 หัวสำหรับหัวหอมใหญ่และ 3 หัวสำหรับหัวหอมแดง) ในเวลาท้องว่างเพราะทำให้กระเพาะอาหารอักเสบได้

อบเชย ซึ่งนิยมนำมาปรุงประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน กลิ่นของอบเชยจะเป็นกลิ่นที่ให้ความอบอุ่น จึงเป็นที่นิยมรับประทานในเวลาที่อากาศเย็น

กานพลู นิยมนำมาเป็นเครื่องเทศ เครื่องแกง คุณสมบัติหนึ่งของกานพลูคือลดการอักเสบ และฆ่าเชื้อต่างๆ ดังนั้นการบริโภคกานพลูในหน้าหนาวจะช่วยลดอาการไม่สบายลงได้

พริกสด มีสารสำคัญที่ชื่อว่าแคปไซซิน ซึ่งเป็นสารที่ให้ความเผ็ดร้อนให้ความอบอุ่น เนื่องจากหลังจากที่รับประทานพริกเข้าไปแล้วจะไปเพิ่มระบบเมตาโบลิซึมของร่างกายทำให้ร่างกายเพิ่มการทำงานการเผาผลาญความร้อนเพิ่มมากขึ้น และมีคุณสมบัติทางยาคือช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ลดเสมหะ ในพริกยังประกอบไปด้วยวิตามินอื่นอีกเช่น วิตามินซี วิตามินเอ ที่ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้แก่ร่างกาย

พริกไทย จัดได้ว่าเป็นเครื่องเทศที่มีกันอยู่ทุกครัวเรือน ในอาหารไทยเรามักจะต้องมีพริกไทยเป็นส่วนประกอบช่วยให้อาหารมีกลิ่นและรสชาติที่อร่อยเพิ่มมากขึ้น พริกไทยมีคุณสมบัติเผ็ดร้อน ช่วยย่อยอาหารและขับเหงื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ตามตำราแพทย์ตะวันออกระบุว่าในช่วงที่อากาศหนาวควรเสริมพริกไทยเพิ่มเติมในอาหารจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

 

 

ที่มา : เว็บไซต์ASTVผู้จัดการออนไลน์ โดยดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

ดูแลฟันไม่ดีต้นเหตุ‘กลิ่นปาก’

ddw

โดยทั่วไป เรามักเข้าใจว่า การแปรงฟันที่ไม่สะอาดเพียงพอ มีแผ่นคราบจุลินทรีย์สะสมอยู่บนผิวฟันมากๆ ฟันสกปรก จะทำให้เกิดกลิ่นปาก เรื่องนี้ถูกต้องเพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะว่าในคนที่มีแผ่นคราบจุลินทรีย์หนามากๆ แปรงฟันไม่สะอาดมาหลายสัปดาห์ติดต่อกันเท่านั้น จึงจะมีโอกาสเกิดกลิ่นปากได้ แต่ในคนส่วนใหญ่แล้ว ความสะอาดในช่องปากไม่ได้ส่งผลโดยตรงที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก

ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า เชื้อโรคที่ทำให้เกิดกลิ่นปากเป็นเชื้อโรคคนละกลุ่มกับเชื้อโรคที่ทำให้เกิดฟันผุ เชื้อโรคที่ทำให้เกิดกลิ่นปากเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องการออกซิเจน ดังนั้นจึงต้องหาที่หลบอยู่ลึกๆ ที่ออกซิเจนเข้าไม่ถึง ถ้ามีแผ่นคราบจุลินทรีย์หนามากๆ เชื้อโรคที่ไม่ใช้ออกซิเจนจึงจะเพิ่มจำนวนได้และผลิตกลิ่นออกมาได้

ดังนั้น แหล่งหลบซ่อนที่ดีสำหรับเชื้อโรคที่ทำให้เกิดกลิ่นปากมี 2 แหล่งหลักๆ คือ ที่โคนลิ้นที่มีร่องลึกๆ อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อสะสมมากๆ เราจะสังเกตได้ง่ายว่า มีคราบหรือฝ้าสีต่างๆ บนโคนลิ้น แหล่งหลบซ่อนของเชื้อโรคอีกที่หนึ่ง คือ ร่องลึกปริทันต์ในผู้ป่วยที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบที่มีการทำลายกระดูกรองรับฟันไปแล้ว ทำให้ร่องลึกมากขึ้น

ในคนที่มีกลิ่นปาก แต่แปรงฟันได้สะอาด และไม่ได้เป็นโรคปริทันต์อักเสบ ก็ให้ลองตรวจดูที่โคนลิ้นว่า มีคราบหรือฝ้าบนลิ้นหรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่ากลิ่นปากนั้นมาจากเชื้อโรคที่ซ่อนอยู่บนโคนลิ้น ดังนั้น ขอแนะนำให้แปรงลิ้นด้วย

ควรแปรงลิ้นวันละครั้งก็เพียงพอ ควรแปรงลิ้นก่อนการแปรงฟัน และไม่ควรใช้ยาสีฟันในการแปรงลิ้นเพื่อลดความรู้สึกที่จะอาเจียน เวลาแปรงให้แลบลิ้นออกมาให้ยาวที่สุด และวางแปรงให้ลึกไปทางโคนลิ้นให้มากที่สุด แปรงจากโคนลิ้นมาที่ปลายลิ้น ขณะที่แปรงลิ้นให้กลั้นหายใจ ลากแปรงหนึ่งครั้ง จะได้คราบบนลิ้นออกมาให้ล้างแปรงด้วยน้ำสะอาด จากนั้นแปรงซ้ำอีกจนเมื่อเห็นว่าไม่มีคราบติดบนที่แปรงลิ้นแล้วจึงหยุดแปรง

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องระวังคือ อย่าแปรงแรงจนเกินไป เพราะอาจเกิดแผลเลือดออกขนาดเล็กที่ลิ้นได้ ซึ่งจะทำให้เกิดกลิ่นปากมากขึ้น

โดย ทพ.ธงชัย วชิโรจน์ไพศาล

 

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน

อะไรที่ทำให้เรามี เม็ดเลือดขาวต่ำ

Leukaemia blood cells

เรื่องที่แล้วเล่าถึงสาเหตุที่ “เม็ดเลือดขาวสูง” มาเรื่องนี้ก็ต้อง “เม็ดเลือดขาวต่ำ” ใช่ไหมครับ จะได้เข้าใจกันอย่างครบถ้วน

ใครก็ตาม หากได้รับการตรวจเลือด เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี แล้วทราบผลว่า เม็ดเลือดขาวต่ำ

สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ “ทำใจ” ทำใจให้เย็นๆ ก่อนเช่นกันครับ เพราะมีสาเหตุมากมาย ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวของคุณต่ำ ตั้งแต่ไม่มีอะไรผิดปกติมากมาย กระทั่งคุณเป็นโรคร้ายของไขกระดูก (ซึ่งเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดขาว) ดังนั้นควรตั้งสติให้ดี อย่าเพิ่งตกอกตกใจ อ่านเรื่อวที่ผมจะเล่านี้ก่อน แล้วคุณจะพอได้ไอเดียครับ

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า เม็ดเลือดขาวของคนเรา โดยทั่วไปแล้วจะมีประมาณ 5,000-10,000 เซลล์ต่อซีซี มีอยู่หลายชนิด แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชนิดที่เรียกว่า Neutroplil หรือ Polymorphonuclear cell (PMN) ซึ่งจะมีประมาณ 60-70% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด บางภาวะอาจทำให้เม็ดเลือดขาวสูงขึ้น บางภาวะอาจทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำลง

โดยทั่วไปแล้ว ภาวะที่พบบ่อยที่สุด ที่เป็นสาเหตุทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำคือ ภาวะการติดเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อไวรัส อาจเป็นหวัด คออักเสบ ตับอักเสบ ไข้ไทฟอยด์ หรือแม้กระทั่งไข้เลือดออก ก็ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้ แต่ภาวะเหล่านี้หากการติดเชื้อดีขึ้นแล้ว เม็ดเลือดขาวก็จะสูงขึ้นเป็นปกติได้เอง

การถูกทำลายของเม็ดเลือดขาวโดยภาวะต่างๆ ก็เป็นอีกภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ เช่น การที่มีม้ามโตมากๆ อาจทำให้เกิดการกินเม็ดเลือดขาวขึ้นมา ทำให้ปริมาณลดลงได้ โดยทั่วไปม้ามโต อาจจะเกิดจากการที่เป็นโรคตับแข็ง (จากการดื่มเหล้า หรือมีเชื้อไวรัสตับอักเสบก็เป็นได้) หรือเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งตับแข็งหรือธาลัสซีเมีย ไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุได้ ทำได้แค่การรักษาแบบประคับประคอง หากเม็ดเลือดขาวต่ำมากๆ จนเกิดปัญหาคือ การติดเชื้อบ่อย ทางออกคือต้องผ่าตัดเอาม้ามทิ้ง จุ๊…จุ๊…อย่าเพิ่งตกใจ ในผู้ใหญ่ “ม้าม” ไม่ค่อยมีบทบาทสำคัญเท่าไหร่ต่อร่างกาย การสร้างเม็ดเลือดและระบบภูมิต้านทานของเรา ซึ่งเป็นหน้าที่ของม้าม สามารถใช้ต่อมน้ำเหลืองทดแทนได้ (อ่านรายละเอียดต่อได้ในเรื่อง “ม้ามโต”)

เม็ดเลือดขาวของเรา อาจถูกทำลายจากระบบภูมิต้านทานของตัวเราเองผิดปกติ เรียกว่า Autoimmune Disease คือร่างกายจำเม็ดเลือดตัวเองไม่ได้ จนสร้างภูมิต้านทานมาทำลาย ส่วนใหญ่แล้วจะพบในผู้หญิงอายุน้อย กลุ่มเดียวกับที่เป็นโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus , SLE) รักษาโดยการใช้ยากดภูมิต้านทาน ซึ่งเป็นสเตียรอยด์หรือยาในกลุ่มอื่นๆ

การขาดสารอาหาร ก็เป็นอีกภาวะหนึ่งที่ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ การขาดวิตามินบี 12 อย่างรุนแรง ก็สามารถทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้ อาหารที่มีวิตามินบี 12 สูง คือ เนื้อสัตว์ น้ำปลา ผักใบเขียว ข้าวซ้อมมือ เม็ดเลือดขาวที่เกิดจากภาวะนี้จะมีจำนวนกลีบ (Lobe) มากกว่าปกติ อย่างไรก็ตามในบ้านเราไม่ค่อยมีปัญหานี้แล้ว เนื่องจากทุกคนใส่น้ำปลาในอาหารทุกมื้ออยู่แล้ว

ภาวะที่รุนแรงที่สุด ในกรณีที่เป็นสาเหตุทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำในกระแสเลือด คือ การเป็นโรคของไขกระดูก ซึ่งอาจเกิดจากไขกระดูกผิดปกติ ไขกระดูกไม่ทำงาน ไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดบางชนิด หรือสร้างได้แต่ไม่สมบูรณ์ เช่น ภาวะที่เรียกว่า Myelodysplatic Syndrome หรือการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว บางครั้งก็ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำได้เช่นกัน (โดยทั่วไปมะเร็งเม็ดเลือดขาว อาจจะทำให้เม็ดเลือดขาวสูงกว่าปกติ)

จะเห็นว่า การตรวจพบเม็ดเลือดขาวต่ำ เป็นภาวะที่พบปลายเหตุ ดังนั้น ต้องหาสาเหตุว่าอะไรทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ และรักษาที่สาเหตุบางอย่างก็หายเองได้ บางอย่างรักษาแบบประคับประคอง บางอย่างต้องผ่าตัด และบางอย่างต้องใช้เคมีบำบัด แต่อย่าเพิ่งตกอกตกใจ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ของเม็ดเลือดขาวต่ำ เกิดจากโรคติดเชื้อ และสามารถฟื้นกลับคืนได้เป็นปกติ ในระยะเวลาอันสั้น

สำหรับการปฏิบัติตัวเมื่อมีปัญหานี้คือ ระวังเรื่องการติดเชื้อ เนื่องจากเม็ดเลือดขาวทำหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรค หากมีจำนวนต่ำลงมาก ต้องระวังเรื่องการติดเชื้อ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ข้อแนะนำคือ ควรหลีกเลี่ยงที่ชุมชน อยู่ห่างๆ คนมีไข้หรือไม่สบาย เช่น ไอ จาม อาหารการกินจะต้องสะอาด ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน อย่ารับประทานอาหารที่ไม่สุก ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเล เนื่องจากทำให้เกิดปัญหาการติดเชื้อทางเดินอาหารได้บ่อย

เซซามิน สารสกัดงาดํา black sesame oil

sesame

เซซามิน เป็นสารสำคัญที่พบอยู่ในเมล็ดงาดำ ถือว่าเป็นสารจากธรรมชาติที่ได้รับการศึกษาวิจัย และยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่ามีประโยชน์หลากหลายประการ เช่น

-ช่วยลดอาการปวดและอักเสบบริเวณต่างๆของร่างกาย

-รักษาโรคข้อเสื่อม และกระดูกพรุน

-ยับยั้งการสังเคราะห์และดูดซึมคอลเลสเทอรอล ลดคอเลสเทอรอล ป้องกันโรคหัวใจ

-ลดความดัน

-ต้านอนุมูลอิสระ

-อ่อนเยาว์ ผมดกดำ

เคล็ดลับทำให้ผิวใต้วงแขนขาว ด้วยของใช้ในบ้าน

resize_270250__19032013103401

คุณเคยเป็นแบบนี้ไหมเวลาที่หยิบเสื้อสายเดี่ยว แขนกุด เกาะอก ออกมาจากตู้เสื้อผ้าลองแล้วสวยดี แต่แล้วก็กลับเปลี่ยนใจถอดเก็บแล้วเปลี่ยนไปใส่เสื้อมีแขนออกจากบ้านแทน เพราะไม่มั่นใจกับผิวใต้วงแขน วันนี้เรามีวิธีที่ง่ายแสนง่ายที่สำคัญประหยัดเงินในกระเป๋าสุดๆ ด้วยการนำของใช้ที่หาได้ในบ้านมาปฏิวัติความขาวให้ผิวใต้วงแขน เพื่อความมั่นใจของสาวๆ ค่ะ

1. ขาวง่ายๆ ด้วยยาสีฟัน
        ยาสีฟันที่ เราใช้แปรงฟันกันทุกวันนั่นแหล่ะค่ะ ใช้ได้ผลจริงๆ โดยใช้ยาสีฟันที่มีเนื้อครีมสีขาว ย้ำ สีขาวเท่านั้นยี่ห้ออะไรก็ได้แล้วแต่ความชอบ บีบแล้วป้ายเนื้อยาสีฟันให้ทั่วรักแร้ทั้งสองข้าง ควรทำก่อนอาบน้ำประมาณ 15 นาที (หรือถ้าจะทิ้งเอาไว้นานกว่านั้นก็ไม่เป็นค่ะ) จากนั้นก็ล้างออก ตอนล้างออกก็ให้ขัดๆ ถูๆ เบาๆ ไปด้วย คราบดำๆ ก็จะหลุดออกโดยง่าย วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวันหรือทำบ่อยๆ ได้ตามสะดวกค่ะ นอกจากจะช่วยให้วงแขนขาวแล้ว ยังช่วยในเรื่องของกลิ่นตัวด้วย

2. ขาวด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน
              วิธีนี้ออกจะโบราณไปสักหน่อย แต่ได้ผลดีไม่แพ้วิธีแรกค่ะ โดยเราจะใช้สารส้มและมะนาว ในยุคนี้สารส้มเขามีการปรับปรุงรูปแบบใหม่ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยทำเป็นแบบแท่งสำเร็จรูปเหมือนโรลออน เปิดฝาปุ๊บถูได้ปั๊บหาซื้อก็ง่ายตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป ขั้นตอนก็ง่ายๆ ดังนี้ ให้นำสารส้มแบบแท่งไปถูๆ กับมะนาวสดผ่าซีก แล้วเอามาทาใต้รักแร้ทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก อย่าเกินนี้นะคะ เพราะกรดของมะนาวจะทำให้ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออกได้ง่าย แต่ถ้าทิ้งไว้นานกรดที่ว่าอาจจะทำให้ใต้วงแขนแสบและอักเสบเป็นผื่นแดงได้ วิธีนี้ไม่ควรทำเกินสัปดาห์ละสองครั้งนะค่ะ
สองวิธีง่ายๆ ที่สามารถจบปัญหารักแร้ดำดูแลไม่ได้ให้หมดไป ยังไงลองไปทำกันดูนะค่ะ นอกจากนี้สาวๆ ควรดูแลผิวใต้วงแขนให้สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความมั่นใจสุดๆ เวลาใส่ชุดสวย เท่านี้คุณก็ไม่ตกเทรนด์สายเดี่ยว แขนกุดสุดชิคอีกต่อไป

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไทรอยด์

woman worry

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย อยู่ที่หน้าต่อหลอดคอใต้ลูกกระเดือก มีลักษณะเป็นแผ่นเนื้อเยื่อคล้ายปีกผีเสื้ออยู่สองข้างทั้งซ้ายและขวา เชื่อมต่อด้วยเนื้อเยื่อบางๆที่เรียกว่า อิสท์มัส (Isthmus) ต่อมไทรอยด์มีหน้าที่สร้างฮอร์โมน 2 ตัวเรียกง่ายๆว่า T4 และ T3 ซึ่งมีหน้าที่หลายอย่าง เช่น การเผาผลาญอาหารในร่างกาย, การควบคุมอุณหภูมิ, การใช้ออกซิเจน, การทำงานของระบบประสาท, การสังเคราะห์โปรทีน, การเจริญเติบโต, เป็นต้น

โรคต่อมไทรอยด์เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย ในรายที่รุนแรงมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นโรคของต่อมไทรอยด์

มีก้อนที่คอ หรือคอโต หรือที่เรียกว่าคอพอก อาจจะโตทั่วๆทั้งต่อม หรือโตเป็นก้อนเดียวโดดๆ หรือโตเป็นก้อนหลายก้อน โตได้ทั้งซ้ายหรือขวา อาจไม่มีอาการอะไร มีแต่คอโตอย่างเดียว หรืออาจเจ็บที่ก้อนก็ได้

อาการผิดปกติจากหน้าที่ของต่อมผิดปกติ

สร้างฮอร์โมนมากเกินไป ที่เรียกว่า ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ มีอาการหลายอย่าง เข่น ใจสั่น มือสั่น ตื่นเต้นตกใจง่าย ขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย หุนหันพลันแล่น เปลี่ยนความสนใจเร็ว หิวบ่อย กินเก่ง แต่น้ำหนักไม่ขึ้น หรือน้ำหนักลดลง เหนื่อยง่ายกว่าปกติ อุจจาระบ่อยขึ้นแต่ไม่เป็นแบบท้องเสีย ประจำเดือนน้อยลงหรือขาดหายไป บางรายตาโปนขึ้น เป็นต้น
ฮอร์โมนต่ำเกินไป มีอาการตรงกันข้ามกับต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เช่น เฉื่อยชา เบื่อ ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร ความสนใจลดลง ง่วงนอนบ่อย ขี้หนาว ผมร่วง น้ำหนักขึ้น อ้วนแบบบวมฉุๆ เหนื่อยง่าย ทำอะไรไม่ค่อยไหว ท้องผูก บางรายประจำเดือนมากกว่าปกติ เป็นต้น

อันตรายของโรคต่อมไทรอยด์คือ ภาวะหัวใจล้มเหลว, วิกฤตต่อมไทรอยด์ ซึ่งเป็นภาวะเป็นพิษอย่างรุนแรง และภาวะโคม่าจากต่อมไทรอยด์ไม่ทำงาน

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคต่อมไทรอยด์ ลองสังเกตดูว่ามีอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ หรือมีก้อนที่คอหรือไม่ ท่านไม่จำเป็นต้องรอให้มีครบทุกอย่าง อาจมีอาการเด่นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือน้ำหนักลดลงผิดปกติ ถ้าสงสัย อย่าปล่อยทิ้งไว้ รีบมาตรวจ และเช็คเลือดหรือทำอุลตร้าซาวนด์ดูว่า ท่านมีความผิดปกติจริงหรือไม่

โรคต่อมไทรอยด์ อย่าปล่อยไว้รีบรักษา
ดีขึ้นได้ดุจก่อนมา เพิ่มคุณค่าให้สุขสบาย

ไข้ทับระดู เรื่องจริงที่ผู้หญิงควรรู้

ab35571.jpg

ไข้ทับระดู ในอดีตอาจเป็นโรคที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิง บางคนเป็นแล้วถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการมีเพศสัมพันธ์แล้วได้รับเชื้อกามโรคจากคู่นอนหรือสามี แต่ในปัจจุบัน เมื่อได้ยินชื่อของโรคแล้วผู้หญิงคิดถึงเพียงแต่ว่าเป็นโรคที่มีอาการป่วย เป็นไข้ ไม่สบายในช่วงเวลาของการมีประจำเดือน บางคนแค่กินยาแก้ปวดลดไข้ธรรมดาก็หาย….ในขณะที่บางคนทานยาแล้วอาการกลับไม่ดีขึ้น…

จากการได้พูดคุยกับ รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นารีเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ไข้ทับระดูสามารถแบ่งออกได้เป็น 2  แบบ ได้แก่ ไข้ทับระดูที่ไม่มีสภาวะอื่นแอบแฝง โดยจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดภายหลังทานยาแก้ ปวดลดไข้ก็หายได้ สาวๆจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงที่เกิดขึ้นระหว่างมีประจำเดือนซึ่งบางครั้งอาจมีอาการอ่อนเพลียหรือปวดประจำเดือนร่วมด้วย

ส่วนไข้ทับฤดูที่มีสภาวะโรคแอบแฝง จะมีอาการไข้ขึ้นสูงหนาวสั่น ปวดหลัง คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องน้อย มีตกขาวปนหนองออกมาระหว่างมีประจำเดือน ซึ่งบางครั้งประจำเดือนอาจมีมากผิดปกติและมีกลิ่นเหม็น หากมีอาการจะรุนแรงมากขึ้นในทุกๆรอบเดือนนั่นเป็นสัญญาณของ“โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง”

เนื่องจากขณะมีประจำเดือนร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง เช่นเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล มีภูมิต้านทานลดน้อยลงจึงมีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อง่ายกว่าปกติ อีกทั้งมีโอกาสติดเชื้อในมดลูก และปีกมดลูกได้มากกว่าปกติอีกด้วย

ซึ่งกล่าวได้ว่า“ไข้ทับระดู”หรือทางการแพทย์เรียกว่า“โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง” เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์หรือการไม่รักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น นอกจากนี้ยังเป็นที่มาของ“โรคปีกมดลูกอักเสบ” ที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกัน ทางการแพทย์เรียกเชื้อแบคทีเรียนี้ว่า “คลามีเดีย” เชื้อทีว่านี้จะเข้าไปทำลายท่อรังไข่ หรืออวัยวะใกล้เคียงได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดการอักเสบของอุ้งเชิงกรานสูงถึงร้อยละ 40 ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น เป็นหมัน มีบุตรยากหรือเสียชีวิตได้ในที่สุด โดยมักจะเกิดกับผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 25 ปีเนื่องจากปากมดลูกยังไวต่อการติดเชื้อนั้นเอง

ไม่เพียงเท่านี้อาการแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกคือ เกิดฝีหนองในอุ้งเชิงกราน ที่ส่งผลให้ไข้เพิ่มสูงขึ้นและมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง บางรายหนองแตกในท้องต้องเข้ารับการผ่าตัดเอาหนองออกหรือไม่ก็ใช้วิธีการให้ยาฆ่าเชื้อปฏิชีวนะแทนหากอาการไม่รุนแรงมากนัก

สำหรับระดับความรุนแรงของโรคไข้ทับระดูหรือโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง ในแต่ละช่วงวัยหากเปรียบเทียบระหว่างผู้ใหญ่อายุ 40 ขึ้นปีขึ้นไป ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายย่อมทำงานได้ไม่เต็มที่เมื่อเทียบกับเด็กสาวที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ระบบภูมิคุ้มกันย่อมดีกว่า เมื่อสภาพร่างกายแข็งแรงการฉีดยาระหว่างมีประจำเดือนย่อมไม่ส่งผลให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ขณะเดียวกันจะพบว่าช่วงวัยเจริญพันธ์มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรังสูงกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรนั้นเอง

รู้อย่างนี้แล้วสาวๆ อย่าได้ละเลยการใส่ใจสุขภาพในช่วงมีวันนั้นของเดือน เพื่อเป็นเกราะป้องกันการติดเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคร้ายตามมา ทางที่ดีควรใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองด้วยแนวทางง่าย ๆ เพียงหมั่นดูแลรักษาความสะอาดบริเวณจุดซ้อนเร้น ไม่จำเป็นอย่าใช้น้ำยาฆ่าเชื้อล้างทำความสะอาดเพราะอาจทำลายเชื้อแบททีเรียตัวดีในช่องคลอด

ที่สำคัญพยายามพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ ลดกิจกรรมประจำวันลง ทานอาหารที่มีประโยชน์ย่อยง่าย เช่น พืชผักพลไม้ต่าง ๆ งดการดื่มเครื่องดื่มแฮลกอฮอล์ละเว้นการสูบบุหรี่ และเปลี่ยนผ้าอนามัยไม่ต่ำกว่า 2 ชิ้นในหนึ่งวันเพื่อความสะอาดของสุขอนามัยส่วนตัว

เหนือสิ่งอื่นใดควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงมีประจำเดือนจะดีที่สุด เพราะมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อร้ายสูง เนื่องจากเวลาที่มีประจำเดือน ปากมดลูกจะเปิด เลือดจึงเป็นอาหารชั้นดีหล่อเลี้ยงแบททีเรียให้เจริญเติบโต เมื่อเกิดการติดเชื้อจึงทำให้โรคค่อนข้างรุนแรง เกิดเป็นไข้ทับระดูขึ้น

ถ้าสาวๆคนไหนไม่ยากเจ็บป่วยด้วยโรคที่ว่านี่ ก็อย่านิ่งเฉยกับอาการผิดปกติของร่างกาย การดูแลรักษาสุขภาพตั้งแต่ต้นย่อมดีกว่าให้โรคภัยถามหาแล้วค่อยป้องกันในภายหลัง ……