เคล็ดลับทำให้ผิวใต้วงแขนขาว ด้วยของใช้ในบ้าน

resize_270250__19032013103401

คุณเคยเป็นแบบนี้ไหมเวลาที่หยิบเสื้อสายเดี่ยว แขนกุด เกาะอก ออกมาจากตู้เสื้อผ้าลองแล้วสวยดี แต่แล้วก็กลับเปลี่ยนใจถอดเก็บแล้วเปลี่ยนไปใส่เสื้อมีแขนออกจากบ้านแทน เพราะไม่มั่นใจกับผิวใต้วงแขน วันนี้เรามีวิธีที่ง่ายแสนง่ายที่สำคัญประหยัดเงินในกระเป๋าสุดๆ ด้วยการนำของใช้ที่หาได้ในบ้านมาปฏิวัติความขาวให้ผิวใต้วงแขน เพื่อความมั่นใจของสาวๆ ค่ะ

1. ขาวง่ายๆ ด้วยยาสีฟัน
        ยาสีฟันที่ เราใช้แปรงฟันกันทุกวันนั่นแหล่ะค่ะ ใช้ได้ผลจริงๆ โดยใช้ยาสีฟันที่มีเนื้อครีมสีขาว ย้ำ สีขาวเท่านั้นยี่ห้ออะไรก็ได้แล้วแต่ความชอบ บีบแล้วป้ายเนื้อยาสีฟันให้ทั่วรักแร้ทั้งสองข้าง ควรทำก่อนอาบน้ำประมาณ 15 นาที (หรือถ้าจะทิ้งเอาไว้นานกว่านั้นก็ไม่เป็นค่ะ) จากนั้นก็ล้างออก ตอนล้างออกก็ให้ขัดๆ ถูๆ เบาๆ ไปด้วย คราบดำๆ ก็จะหลุดออกโดยง่าย วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวันหรือทำบ่อยๆ ได้ตามสะดวกค่ะ นอกจากจะช่วยให้วงแขนขาวแล้ว ยังช่วยในเรื่องของกลิ่นตัวด้วย

2. ขาวด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน
              วิธีนี้ออกจะโบราณไปสักหน่อย แต่ได้ผลดีไม่แพ้วิธีแรกค่ะ โดยเราจะใช้สารส้มและมะนาว ในยุคนี้สารส้มเขามีการปรับปรุงรูปแบบใหม่ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยทำเป็นแบบแท่งสำเร็จรูปเหมือนโรลออน เปิดฝาปุ๊บถูได้ปั๊บหาซื้อก็ง่ายตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป ขั้นตอนก็ง่ายๆ ดังนี้ ให้นำสารส้มแบบแท่งไปถูๆ กับมะนาวสดผ่าซีก แล้วเอามาทาใต้รักแร้ทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก อย่าเกินนี้นะคะ เพราะกรดของมะนาวจะทำให้ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกออกได้ง่าย แต่ถ้าทิ้งไว้นานกรดที่ว่าอาจจะทำให้ใต้วงแขนแสบและอักเสบเป็นผื่นแดงได้ วิธีนี้ไม่ควรทำเกินสัปดาห์ละสองครั้งนะค่ะ
สองวิธีง่ายๆ ที่สามารถจบปัญหารักแร้ดำดูแลไม่ได้ให้หมดไป ยังไงลองไปทำกันดูนะค่ะ นอกจากนี้สาวๆ ควรดูแลผิวใต้วงแขนให้สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความมั่นใจสุดๆ เวลาใส่ชุดสวย เท่านี้คุณก็ไม่ตกเทรนด์สายเดี่ยว แขนกุดสุดชิคอีกต่อไป

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไทรอยด์

woman worry

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย อยู่ที่หน้าต่อหลอดคอใต้ลูกกระเดือก มีลักษณะเป็นแผ่นเนื้อเยื่อคล้ายปีกผีเสื้ออยู่สองข้างทั้งซ้ายและขวา เชื่อมต่อด้วยเนื้อเยื่อบางๆที่เรียกว่า อิสท์มัส (Isthmus) ต่อมไทรอยด์มีหน้าที่สร้างฮอร์โมน 2 ตัวเรียกง่ายๆว่า T4 และ T3 ซึ่งมีหน้าที่หลายอย่าง เช่น การเผาผลาญอาหารในร่างกาย, การควบคุมอุณหภูมิ, การใช้ออกซิเจน, การทำงานของระบบประสาท, การสังเคราะห์โปรทีน, การเจริญเติบโต, เป็นต้น

โรคต่อมไทรอยด์เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย ในรายที่รุนแรงมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นโรคของต่อมไทรอยด์

มีก้อนที่คอ หรือคอโต หรือที่เรียกว่าคอพอก อาจจะโตทั่วๆทั้งต่อม หรือโตเป็นก้อนเดียวโดดๆ หรือโตเป็นก้อนหลายก้อน โตได้ทั้งซ้ายหรือขวา อาจไม่มีอาการอะไร มีแต่คอโตอย่างเดียว หรืออาจเจ็บที่ก้อนก็ได้

อาการผิดปกติจากหน้าที่ของต่อมผิดปกติ

สร้างฮอร์โมนมากเกินไป ที่เรียกว่า ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ มีอาการหลายอย่าง เข่น ใจสั่น มือสั่น ตื่นเต้นตกใจง่าย ขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย หุนหันพลันแล่น เปลี่ยนความสนใจเร็ว หิวบ่อย กินเก่ง แต่น้ำหนักไม่ขึ้น หรือน้ำหนักลดลง เหนื่อยง่ายกว่าปกติ อุจจาระบ่อยขึ้นแต่ไม่เป็นแบบท้องเสีย ประจำเดือนน้อยลงหรือขาดหายไป บางรายตาโปนขึ้น เป็นต้น
ฮอร์โมนต่ำเกินไป มีอาการตรงกันข้ามกับต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เช่น เฉื่อยชา เบื่อ ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร ความสนใจลดลง ง่วงนอนบ่อย ขี้หนาว ผมร่วง น้ำหนักขึ้น อ้วนแบบบวมฉุๆ เหนื่อยง่าย ทำอะไรไม่ค่อยไหว ท้องผูก บางรายประจำเดือนมากกว่าปกติ เป็นต้น

อันตรายของโรคต่อมไทรอยด์คือ ภาวะหัวใจล้มเหลว, วิกฤตต่อมไทรอยด์ ซึ่งเป็นภาวะเป็นพิษอย่างรุนแรง และภาวะโคม่าจากต่อมไทรอยด์ไม่ทำงาน

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคต่อมไทรอยด์ ลองสังเกตดูว่ามีอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ หรือมีก้อนที่คอหรือไม่ ท่านไม่จำเป็นต้องรอให้มีครบทุกอย่าง อาจมีอาการเด่นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือน้ำหนักลดลงผิดปกติ ถ้าสงสัย อย่าปล่อยทิ้งไว้ รีบมาตรวจ และเช็คเลือดหรือทำอุลตร้าซาวนด์ดูว่า ท่านมีความผิดปกติจริงหรือไม่

โรคต่อมไทรอยด์ อย่าปล่อยไว้รีบรักษา
ดีขึ้นได้ดุจก่อนมา เพิ่มคุณค่าให้สุขสบาย

ไข้ทับระดู เรื่องจริงที่ผู้หญิงควรรู้

ab35571.jpg

ไข้ทับระดู ในอดีตอาจเป็นโรคที่น่ากลัวสำหรับผู้หญิง บางคนเป็นแล้วถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการมีเพศสัมพันธ์แล้วได้รับเชื้อกามโรคจากคู่นอนหรือสามี แต่ในปัจจุบัน เมื่อได้ยินชื่อของโรคแล้วผู้หญิงคิดถึงเพียงแต่ว่าเป็นโรคที่มีอาการป่วย เป็นไข้ ไม่สบายในช่วงเวลาของการมีประจำเดือน บางคนแค่กินยาแก้ปวดลดไข้ธรรมดาก็หาย….ในขณะที่บางคนทานยาแล้วอาการกลับไม่ดีขึ้น…

จากการได้พูดคุยกับ รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นารีเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ไข้ทับระดูสามารถแบ่งออกได้เป็น 2  แบบ ได้แก่ ไข้ทับระดูที่ไม่มีสภาวะอื่นแอบแฝง โดยจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดภายหลังทานยาแก้ ปวดลดไข้ก็หายได้ สาวๆจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงที่เกิดขึ้นระหว่างมีประจำเดือนซึ่งบางครั้งอาจมีอาการอ่อนเพลียหรือปวดประจำเดือนร่วมด้วย

ส่วนไข้ทับฤดูที่มีสภาวะโรคแอบแฝง จะมีอาการไข้ขึ้นสูงหนาวสั่น ปวดหลัง คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องน้อย มีตกขาวปนหนองออกมาระหว่างมีประจำเดือน ซึ่งบางครั้งประจำเดือนอาจมีมากผิดปกติและมีกลิ่นเหม็น หากมีอาการจะรุนแรงมากขึ้นในทุกๆรอบเดือนนั่นเป็นสัญญาณของ“โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง”

เนื่องจากขณะมีประจำเดือนร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง เช่นเอสโตเจนและโปรเจสเตอโรนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล มีภูมิต้านทานลดน้อยลงจึงมีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อง่ายกว่าปกติ อีกทั้งมีโอกาสติดเชื้อในมดลูก และปีกมดลูกได้มากกว่าปกติอีกด้วย

ซึ่งกล่าวได้ว่า“ไข้ทับระดู”หรือทางการแพทย์เรียกว่า“โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง” เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์หรือการไม่รักษาความสะอาดบริเวณจุดซ่อนเร้น นอกจากนี้ยังเป็นที่มาของ“โรคปีกมดลูกอักเสบ” ที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกัน ทางการแพทย์เรียกเชื้อแบคทีเรียนี้ว่า “คลามีเดีย” เชื้อทีว่านี้จะเข้าไปทำลายท่อรังไข่ หรืออวัยวะใกล้เคียงได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะเกิดการอักเสบของอุ้งเชิงกรานสูงถึงร้อยละ 40 ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น เป็นหมัน มีบุตรยากหรือเสียชีวิตได้ในที่สุด โดยมักจะเกิดกับผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 25 ปีเนื่องจากปากมดลูกยังไวต่อการติดเชื้อนั้นเอง

ไม่เพียงเท่านี้อาการแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกคือ เกิดฝีหนองในอุ้งเชิงกราน ที่ส่งผลให้ไข้เพิ่มสูงขึ้นและมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง บางรายหนองแตกในท้องต้องเข้ารับการผ่าตัดเอาหนองออกหรือไม่ก็ใช้วิธีการให้ยาฆ่าเชื้อปฏิชีวนะแทนหากอาการไม่รุนแรงมากนัก

สำหรับระดับความรุนแรงของโรคไข้ทับระดูหรือโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง ในแต่ละช่วงวัยหากเปรียบเทียบระหว่างผู้ใหญ่อายุ 40 ขึ้นปีขึ้นไป ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายย่อมทำงานได้ไม่เต็มที่เมื่อเทียบกับเด็กสาวที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ระบบภูมิคุ้มกันย่อมดีกว่า เมื่อสภาพร่างกายแข็งแรงการฉีดยาระหว่างมีประจำเดือนย่อมไม่ส่งผลให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ขณะเดียวกันจะพบว่าช่วงวัยเจริญพันธ์มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรังสูงกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรนั้นเอง

รู้อย่างนี้แล้วสาวๆ อย่าได้ละเลยการใส่ใจสุขภาพในช่วงมีวันนั้นของเดือน เพื่อเป็นเกราะป้องกันการติดเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคร้ายตามมา ทางที่ดีควรใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองด้วยแนวทางง่าย ๆ เพียงหมั่นดูแลรักษาความสะอาดบริเวณจุดซ้อนเร้น ไม่จำเป็นอย่าใช้น้ำยาฆ่าเชื้อล้างทำความสะอาดเพราะอาจทำลายเชื้อแบททีเรียตัวดีในช่องคลอด

ที่สำคัญพยายามพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ ลดกิจกรรมประจำวันลง ทานอาหารที่มีประโยชน์ย่อยง่าย เช่น พืชผักพลไม้ต่าง ๆ งดการดื่มเครื่องดื่มแฮลกอฮอล์ละเว้นการสูบบุหรี่ และเปลี่ยนผ้าอนามัยไม่ต่ำกว่า 2 ชิ้นในหนึ่งวันเพื่อความสะอาดของสุขอนามัยส่วนตัว

เหนือสิ่งอื่นใดควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงมีประจำเดือนจะดีที่สุด เพราะมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อร้ายสูง เนื่องจากเวลาที่มีประจำเดือน ปากมดลูกจะเปิด เลือดจึงเป็นอาหารชั้นดีหล่อเลี้ยงแบททีเรียให้เจริญเติบโต เมื่อเกิดการติดเชื้อจึงทำให้โรคค่อนข้างรุนแรง เกิดเป็นไข้ทับระดูขึ้น

ถ้าสาวๆคนไหนไม่ยากเจ็บป่วยด้วยโรคที่ว่านี่ ก็อย่านิ่งเฉยกับอาการผิดปกติของร่างกาย การดูแลรักษาสุขภาพตั้งแต่ต้นย่อมดีกว่าให้โรคภัยถามหาแล้วค่อยป้องกันในภายหลัง ……

57440741

แผลร้อนในในปาก
แผลร้อนในนั้นเกิดจากภาวการณ์พร่อง โดยแผลร้อนในเป็นแผลที่พบมากบริเวณริมฝีปากด้านใน หรือกระพุ้งแก้ม หรือเหงือก บางรายเกิดแผลร้อนในที่ลิ้น   แผลร้อนในจะเริ่มจากตุ่มเล็กๆ แล้วกลายเป็นวงและมีขนาดใหญ่ขึ้น ตรงกลางจะมีเยื่อสีขาวบางๆ ขอบจะบวมแดง และมีอาการปวด มีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงเส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งนิ้ว บางรายเกิดขึ้นตำแหน่งเดียว บางรายเกิดหลายตำแหน่งพร้อมๆกัน บางรายแผลเก่ายังไม่ทันหายแผลใหม่ก็มาเกิด จะเจ็บมาก เมื่ออาหารหรือลิ้นไปโดนถูก

สาเหตุของแผลร้อนในในปาก 
แท้จริงแล้ว แผลร้อนในในปาก ไม่ได้เกิดจากเชื้อใดๆ แต่แผลร้อนในในปากหรืออาการร้อนใน เกิดจากคนที่มีภาวะอุณหภูมิความเย็นในร่างกายบกพร่อง จากกรรมพันธุ์หรือเป็นพื้นฐานของร่างกาย ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วมีพฤติกรรม ที่ทำให้อุณหภูมิความร้อนในร่างกายเพิ่มมากขึ้น เช่น รับประทานอาหารเผ็ด ของทอด-อบ-กรอบ ผลไม้บางชนิด
จึงเกิดความไม่สมดุลของร่างกาย ทำให้แสดงออกมาเป็นอาการร้อนใน  เมื่อร่วมกับการนอนดึก หรืออดนอน ก็จะเกิดแผลร้อนใน บางรายอาจมีอาการร้อนในอื่นๆ เช่น เจ็บคอ ลิ้นแตกหรือเป็นแผลร้อนในที่ลิ้น เหงือกบวม มีเสมหะ ไอ เป็นไข้ ร่วมด้วย หรือหายจากเป็นไข้ แล้วมีแผลร้อนในขึ้นมา หรือบางท่านอาจไม่เป็นไข้ แต่จะมีแผลร้อนในในปากบ่อย
บางท่านอาจคิดว่า แผลร้อนในในปาก เกิดจากการกัดถูกกระพุ้งแก้มหรือลิ้นของตัวเอง แต่ความจริงแล้วเกิดจากร้อนใน เพราะเมื่อร้อนใน กระพุ้งแก้มก็หนาตัวขึ้นหรือลิ้นจะมีการพองตัวมากขึ้น จึงไปกัดถูก แล้วกลายเป็นแผลร้อนในขึ้นมา
บางท่านจัดฟันหรือแปรงฟัน แล้วแปรงไปกระแทกถูก ถ้าหากว่าไม่มีอาการร้อนใน เพียงแค่ 1-2 วันแผลก็จะหายเป็นปกติ แต่ถ้าร่างกายร้อนใน แผลนั้นก็จะกลายเป็นแผลร้อนในในปาก และแผลร้อนในนั้นยังอาจขยายใหญ่ขึ้นอีก
ร้อนในมีหลากหลายอาการแล้วแต่ว่าจะเกิดกับอวัยวะส่วนไหน เช่น เส้นที่คอตึง ตกหมอน มีขี้ตา ตาแฉะ ระคายเคืองตาบางครั้งน้ำตาไหลเอง หรือมีเม็ดที่ตาคล้ายตากุ้งยิง มีเสมหะ ไอ เจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ(Tonsillitis) แผลร้อนในในปาก เหงือกบวม ลิ้นแตก ในปากมีตุ่มปูด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ท้องผูก อุจจาระแข็ง-ดำ (ระบบทางเดินอาหารไม่มีเลือดออก) แต่บางครั้งก็ถ่ายเหลวและมีลม บางทีก็ร้อนในในหลายส่วนพร้อมกัน ทำให้มีหลายอาการพร้อมกัน
รวมถึงเป็นต้นเหตุของอาการไข้หวัด เพราะเมื่อร้อนใน ภูมิต้านทานก็ลดลง อาการเหล่านี้แต่ละคนจะไว(Sensitive)ไม่เท่ากัน เนื่องจากธาตุของแต่ละคนไม่เท่ากัน

การรักษาอาการร้อนใน แผลร้อนในในปาก เบื้องต้น
•    ห้ามรับประทานยาบำรุง เช่น เขากวางอ่อน โสมคน(หยิ่งเซียม)   ยาที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น พริกไทย ดีปลี อบเชย(ชินนามอน)
•    งดอาหารที่ทอดน้ำมัน อาหารรสเผ็ด อาหารหวานจัด หรือขนมบางอย่างเช่น คุ้กกี้ ขนมกรอบๆ หรือเบียร์บางยี่ห้อ ผลไม้บางชนิด เช่น ลำไย ทุเรียน เงาะ ขนุน ลิ้นจี่ ละมุด มะม่วงสุก รวมถึงข้าวเหนียว (แต่ละคนไวต่ออาหารและชนิดของอาหารไม่เหมือนกัน)
•    ควรเลือกทานอาหารที่มีธาตุน้ำ เช่น ฟัก แตงกวา แตงโม ส้ม เป็นต้น เพราะจะทำให้ช่วยปรับความเย็นในร่างกายให้ดีขึ้น
•    สำหรับเด็กที่ดื่มนมชง ให้สังเกตนมชงด้วย เพราะนมแต่ละยี่ห้อ มีสูตรที่ไม่เหมือนกัน บางสูตรทำให้ร้อนใน
•    นอนหลับให้เต็มที่ 6- 8 ชั่วโมง และดื่มน้ำให้มากขึ้นในกรณีที่ดื่มน้ำน้อย
•    ควรเลี่ยงกิจกรรมกลางแสงแดด หรือกิจกรรมบางอย่างที่อาจจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น
•    บ้วนปากด้วยน้ำผสมเกลือเล็กน้อย ( แสบๆคันๆ นิดนึง ) หลังแปรงฟันทุกครั้ง จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น

ถ้าหากอาการร้อนในเหล่านี้เรื้อรังหลายวันควรพบแพทย์เป็นการเร่งด่วน

ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
บทความโดย : คุณอิน

คุณมีความรู้เรื่องเซ็กส์…มากแค่ไหน

sex_banefit

1. ยิ่งมีเซ็กส์ก็ยิ่งสวย เวลาที่ผู้หญิงมีเซ็กส์ ระดับเอสโตรเจนของเธอจะเพิ่มขึ้นสองเท่า ซึ่งสามารถทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งและเส้นผมเป็นประกายเงางาม นั่นเพราะเอสโตรเจนเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะของผู้หญิง

  2. ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค คิดว่าเขาเหมือนกุญแจส่วนคุณก็เป็นรูกุญแจงั้นหรือเปล่า ? แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป มันเหมือนการเอาจิ๊กซอว์สองชิ้นมาต่อกันมากกว่า ถ้าชายหนุ่มของคุณใหญ่เกินไป มันก็ไม่ได้เสียหาย ลองใช้ท่าทางที่คุณสามารถควบคุมความลึกของการรุกล้ำได้ เช่น ท่าผู้หญิงอยู่ข้างบน หรือถ้าเขาเล็กเกินไป ลองหาของเล่นมาช่วยด้วย

3. เซ็กส์ทำให้ไม่เครียดและไม่ป่วย คุณรู้หรือเปล่าเวลาที่คุณยุ่งมาก ๆ การนัวเนียกันเป็นเรื่องที่สามารถทำให้คุณมีสติดีได้ เพราะการร่วมเพศลดระดับฮอร์โมนความเครียด และการมีเซ็กส์เป็นประจำยังทำให้ระดับแอนตี้บอดี้ที่เรียกว่า Immunoglobulin A สูงขึ้น ซึ่งช่วยป้องกันหวัดและการติดเชื้ออื่น ๆ ด้วย เป็นการออกกำลังกายชั้นดีอย่างหนึ่ง

  4. เซ็กส์ไม่ได้เสื่อมไปตามวัย คนสูงวัยไม่ได้หมดไฟในเรื่องนี้อย่างที่คุณคิด แต่พวกเขาจำนวนมากยังนัวเนียกันอยู่เสมอ ลู เพียเจต์ นักเพศศึกษาและผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Big O: Orgasms: How to Have Them, Give Them, and Keep Them Coming บอกเช่นนั้น ฉะนั้น ถ้าชีวิตทางเพศของคุณเริ่มเฉื่อยชา อย่าโทษเรื่องวัย “สำหรับผู้หญิงที่อายุมากขึ้น จำนวนไม่น้อย เหตุผลที่พวกเธอไม่มีเซ็กส์ก็เป็นเพียงแค่เรื่องโอกาสเท่านั้นเอง” เพียเจต์ว่า ฉะนั้น หาเวลามีเซ็กส์ และเซ็กส์ก็จะเกิดขึ้นเอง

5. ยิ่งลื่นปรี๊ดยิ่งดี การไม่สามารถสร้างน้ำหล่อลื่นที่มากพอ สามารถทำให้ผู้หญิงหมดความสุขในเรื่องเพศได้ และการที่ต้องใช้ตัวช่วยก็ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีอารมณ์ ความจริงก็คือการสร้างน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติของร่างกายเรามี ๆ หาย ๆ ขาดๆ เกินๆ ตลอดเวลาที่นัวเนียกัน และการใช้สารหล่อลื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อช่องคลอดผู้หญิงสามารถเพิ่มระดับ ความสุขทางเพศได้

6. ผู้หญิงสามารถหลั่งได้เช่นกัน ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบ แต่ผู้หญิงจำนวนมากก็อ้างว่าก่อนหรือระหว่างออกัสซั่ม พวกเธอขับของเหลวที่ไม่ใช่ปัสสาวะ และไม่ใช่น้ำหล่อลื่นช่องคลอดออกมา อาจจะเยอะหรือน้อยก็ได้ มันเป็นผลจากการกระตุ้นจีสปอต และอย่าตกใจที่คุณไม่สามารถทำได้ หรืออย่าตื่นตกใจไปถ้ามันเกิดขึ้นเช่นกัน

7. ด้านซ้ายดีที่สุดหรับผู้หญิง จากการศึกษาของ สตีฟ และ วีร่า โบแดนสกี้ ในหนังสือเรื่อง Extended Massive Orgasm: How You Can Give and Receive Intense Sexual Pleasure ระบุว่า คลิตอริสที่ส่วนไวต่อความรู้สึกมากที่สุด นั่นก็คือด้านบนซ้ายของคลิตอริส ฉะนั้น คืนนี้บอกเขานะว่า…ไปทางซ้ายหน่อยค่ะที่รัก

8. ผู้ชายแท้ ๆ จำนวนมากชอบให้กระตุ้นบริเวณก้น ถ้าหนุ่มของคุณจะไม่ยอมรับว่าชอบการสัมผัสทางด้านหลัง มันอาจเพราะเขากลัวว่าคนจะคิดว่าเขาเป็นเกย์ แต่ความจริงก็คือบริเวณทวารหนักเต็มไปด้วย ปลายประสาท นอกจากนี้ การกระตุ้นลูกอัณฑะยังทำให้ออกัสซั่มอย่างรุนแรงได้ด้วย

9. ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้ออกัสซั่มจากการรุกล้ำภายในเท่านั้น คุณคงไม่อาจคาดหวังให้ผู้ชายออกัสซั่มได้ ถ้าไม่มีอวัยวะเพศเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผู้หญิงจำนวนมาก้องการการกระตุ้นที่คลิตอริสด้วย เพื่อที่จะออกัสซั่ม (คลิตอริสมีเอาไว้ก็เพื่อการนี้อย่างเดียวเลยนะ) ในระหว่างการมีเซ็กซ์ การกระตุ้นคลิตอริสด้วยนิ้วมือหรือของเล่นเซ็กส์จะช่วยเพิ่มความสุขสมให้ได้

  10. การหลั่งครั้งหนึ่งมีน้ำกามประมาณหนึ่งช้อนชา คุณอาจอยากเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสำหรับผู้ชาย โดยเฉพาะถ้าเขาคิดว่าน้ำรักของเขาไหลออกมาเป็นปี๊บทุกครั้งที่เมกเลิฟ แต่ความจริงแล้วผู้ชายส่วนใหญ่จะหลั่งออกมาประมาณ 1-2 ช้อนชาเท่านั้น แต่อาจมากกว่าได้ถ้าเขาไม่ได้หลั่งมาระยะหนึ่งแล้ว

  11. เซ็กส์ปกติแล้วกินเวลาแค่ 10 กว่านาทีเท่านั้น เราได้เห็นการตัดต่อภาพที่คู่รักทำเรื่องอย่างว่ากันทั้งคืน แต่ในความเป็นจริงเซ็กส์ไม่ใช่กิจกรรมที่ยาวนานตลอดทั้งคืนหรอก ถ้าคุณอยากให้มันยาวนานขึ้น ชายหนุ่มของคุณต้องรู้จักร่างกายของตัวเองดีพอที่จะชะลอความตื่นตัวของเขา ออกไป

12. การกินยาคุมกำเนิดอาจทำให้ความต้องการทางเพศของผู้หญิงลดลง ยาคุมกำเนิดเคยหมายถึงอิสรภาพของหญิงสาวในการมีเซ็กส์ แต่ตอนนี้การศึกษาจำนวนมากพบว่า การกดการตกไข่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนสามารถทำให้ความปรารถนาใน ผู้หญิงลดน้อยลง บางทีแค่การเปลี่ยนยี่ห้อยาหรือใช้การคุมกำเนิดแบบอื่นดูบ้างก็ช่วยได้ลอง ปรึกษาหมอดู

ลดความอ้วนแบบธรรมชาติ

ใครอยากมีหุ่นดี หุ่นสวย แบบธรรมชาติ ต้องมาลองสูตรค่อยไปค่อยไปแต่ถ้าจะเร่งด่วนก็ทำได้ขึ้นอยู่ที่ตัวคุณกับวิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาตินี้ เลยค่ะ ด้วย วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ นี้จะช่วยให้คุณหุ่นดี ผอมเพรียว ได้อย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ด้วย วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ แบบนี้คุณสามารถที่จะควบคุมให้เป็นไปตามที่คุณกำหนดเองได้ เพราะว่าทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวคนเพียงคนเดียวแล้วล่ะค่ะ ถ้าคุณสามารถทำตามวิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาตินี้ได้ครบทุกข้อและทุกวันเชื่อ ว่า หุ่นดี หุ่นสวย ผอมเพรียว ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอนค่ะ ถ้าอยากให้เป็น วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติเร่งด่วน คุณก็ต้องสปีดแต่ล่ะข้อให้มากขึ้นนะค่ะ


สูตร วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ

- ดื่มน้ำส้มคั้นสด ๆ
เพราะวิตามินที่มีอยู่ในน้ำส้มจะช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ แล้วหากสาวคนไหนรับประทานส้มเป็นผลด้วยก็จะช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกวิธี หนึ่ง เพราะส้มจะมีเส้นใยธรรมชาติที่ทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว

- ทานผักผลไม้เป็นประจำ
แม้ว่าอาหารจำพวกผักจะให้พลังงานน้อยแต่ก็ให้สารอาหารจำนวนมากที่ร่างกายคน เราต้องการ ส่วนผลไม้ก็ควรเลือกทานที่ให้พลังงานต่ำ เช่น มะม่วง ฝรั่ง แตงโม ชมพู่ หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด และให้พลังงานสูง

- อาหารจำพวกธัญพืช
อาจจะทานเป็นมือเช้าแต่ต้องเป็นธัญพืชชนิดไขมันต่ำด้วยนะค่ะ ธัญพืชอุดมด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำการย่อยช้า ๆ เข้าสู่ร่างกายเราก็จะรู้สึกอิ่มท้องนานขึ้น

- การเคลื่อนไหวร่างกาย
หาเวลาให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวให้ได้เหงื่อบ้าง หากมีเวลามากพอก็หาเวลาออกกำลังกาย เล่นกีฬา ช่วงแรกเริ่มต้นวันละประมาณครึ่งชั่วโมงก็ยังดี แล้วพอร่างกายเริ่มปรับเข้าที่ก็เพิ่มการออกกำลังกายเป็นวันละ 1 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดี แถมได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย (การเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างเร็ว ๆ ช่วยเผาผลาญได้ 140 แคลอรีภายในครึ่งชั่วโมง)

- พยายามเคี้ยวอาหารช้า ๆ
การที่เราทานอาหารด้วยความรวดเร็วจะทำให้เรากินได้มากเกินพิกัดโดยที่ไม่รู้ ตัว ที่สำคัญสาว ๆ จำไว้ให้ดีว่าไม่ควรทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงกลางคืนดึกดื่นเป็นอันขาด เพราะช่วงนี้แหละที่ทำให้เราต้องเจอกับปัญหาอ้วน ๆๆๆ เข้าสักวัน

ด้วยเคล็ดลับวิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติง่าย ๆ แบบนี้ หากสาว ๆ คนไหนปฏิบัติเป็นประจำก็สบายหายห่วงตัดความกังวลเรื่องไขมันส่วนเกินหรือ เรื่องของความอ้วนไปได้เลยค่ะ

สวยด้วย “น้ำมะนาว”

สาวๆ รู้ไหมว่า “มะนาว” สามารถทำให้เราสวยขึ้นได้ เพราะความเปรี้ยวของน้ำมะนาว ที่มีวิตามินซีสูง ทำให้มีคนคิดค้นสูตรพอกหน้าขัดหน้ากันอย่างมาก วันนี้มีสูตรน้ำมะนาวมาให้คุณผู้หญิง ได้นำไปใช้กัน ควรล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้งก่อนทำการพอกหน้า เพราะสิ่งสกปรกที่อยู่บนใบหน้า อาจจะจับตัวกันเป็นก้อนทให้เกิดสิวอุดตัน

1. สูตรหน้าใส ลดสิว (ส่วนผสม น้ำมะนาวครึ่งลูก และดินสอพอง 4-5 เม็ด หรือแล้วแต่เราต้องการนะคะ) นำดินสอพองและมะนาวมาผสมให้เข้ากัน (อย่าใส่มะนาวมากเกินไปนะคะ) จะได้ครีมที่เหนียวข้น พอกทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาทีก่อนเข้านอน และล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำสัปดาห์ละประมาณ 3 – 4 ครั้ง ประมาณ 3 เดือน และหลังจากนั้นก็ลดจำนวนครั้งลงค่ะ และสูตรมะนาวกับดินสอพองนี้ ยังสามารถช่วยลดรอยจุดด่างดำที่ขาได้ด้วยค่ะ โดยให้ทาบริเวณขาทุกคืนก่อนนอน ตื่นเช้าค่อยล้างออก ทำเป็นประจำจุดด่างดำก็จะค่อยๆ หายไปค่ะ

2. สูตรแต้มสิว (ส่วนผสม น้ำมะนาว 1 ช้อนชา และไข่ขาว 1 ช้อนชา) ให้นำส่วนผสมทั้งสองมาผสมกันและตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน แต้มที่ตุ่มสิวทิ้งไว้ 30 นาที ล้างออกด้วยโฟมล้างหน้า สิวจะหายไปค่ะ (แต่อาจจะไม่ได้หายภายในครั้งเดียวนะคะ ต้องทำบ่อยๆ

3. สูตรหน้าอ่อนวัย ใสปิ้ง (ส่วนผสม น้ำมะนาว 1 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ) นำส่วนผสมมาคนให้เข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำแค่อาทิตย์ละ 1 ครั้งนะคะ

4. สูตรลดการตกกระและชะลอการเกิดรอยตีนกา (ส่วนผสม น้ำมะนาว น้ำผึ้ง แป้งหมี่ ไข่แดง) นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน นำมาพอกบนหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำสัปดาห์ละ 1 – 2 ครั้ง

5. สูตรหน้าขาวใสเปล่งปลั่ง (ส่วนผสม มะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ และหัวไชเท้า 1/2 ถ้วยตวง) นำส่วนผสมมาปั่นรวมกันให้ละเอียดกลายเป็นเนื้อเดียวกัน นำไปพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น

6. สูตรกระชับรูขุมขน (ส่วนผสม น้ำมะนาว 1 ผล น้ำอุ่นสำหรับล้างหน้า และน้ำเย็นแบบที่แช่ในตู้เย็น) ล้างหน้าให้สะอาดและล้างครั้งสุดท้ายด้วยน้ำอุ่น ใช้ผ้าซับหน้าให้แห้ง และใช้มะนาวทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น และใช้น้ำเย็นล้างหน้าอีกครั้ง

7. สุตรแก้ข้อศอก หัวเข่าดำด้าน ใช้เปลือกมะนาวที่บีบน้ำออกหมดแล้ว นำมาขัดๆ ถูๆ ผิวส่วนที่ด้านหรือแตก จะช่วยให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น รอยด้านหรือแตกก็จะค่อยๆ จางหายไป

8. สูตรมือนุ่ม (ส่วนผสม น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ) นำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำตาล เอามาถูกับมือประมาณ 10 – 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่นกับสบู่ เช็ดให้แห้งและตามด้วยโลชั่นสำหรับผิว

9. สูตรฟันขาวๆ เคยได้ยินมาว่า ให้เอาผ้าเช็ดหน้าจุ่มกับน้ำมะนาวและเอามาถูๆๆ ที่ฟัน ฟันเราจะขาวสวย แต่ว่ารสชาติคงจะเปรี้ยวไปทั้งปากเลยล่ะคะ

คำเตือน : หากคุณรู้สึกแสบหน้า หน้าเริ่มแดง หรือคนที่ผิวหน้าบาง แพ้ง่าย ไม่ควรใช้น้ำมะนาวพอกหน้า และไม่ควรพอหน้าด้วยน้ำมะนาวบ่อยๆ ควรพอกหน้าด้วยน้ำมะนาวอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพราะในน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด

ปัญหาของตกขาวในสตรี

อาการตกขาวนับเป็นปัญหาที่พบบ่อยในสตรี เพราะนอกจากสร้างความเหนอะหนะแล้ว ยังนำมาซึ่งอาการคันที่ช่องคลอดด้วย คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าตกขาวมาจากไหน

ตกขาว เป็นกันทุกคนหรือเปล่า??

ผู้หญิงทุกคนต้องมีตกขาว ช่วงเป็นเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ซึ่งเป็นช่วงเริ่มมีประจำเดือน ตกขาวจะมากขึ้นและมีปริมาณที่พอเหมาะจนถึงวัยสูงอายุซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณลดลงจนแทบไม่มีอีกครั้ง

ตกขาวที่ปกติ สร้างมาจากต่อมที่ปากช่องคลอดและปากมดลูก รวมทั้งยังสร้างมาจากผนังช่องคลอดด้วย ตกขาวจากแหล่งต่างๆ จะมารวมกันในช่องคลอดเพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น หล่อลื่นช่องคลอด ช่วยขับสิ่งแปลกปลอม ฆ่าเชื้อโรคที่เข้าไปในช่องคลอด และปรับสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอดให้สมดุล

เชื้อรา …ปัญหาของตกขาวคัน

เชื้อรา คือเชื้อโรคชนิดหนึ่ง มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Candida albicans เชื้อโรคตัวนี้อยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วไป แต่ชอบสภาพสิ่งแวดล้อมที่ร้อนชื้นเป็นพิเศษ ช่องคลอดของคนเราเป็นอวัยวะที่ชื้นอยู่แล้วเพราะมีตกขาวอย่างที่ว่า ส่วนเรื่องร้อนนั้นขึ้นกับหลายปัจจัยคือ

• สภาพอากาศของบ้านเราที่ค่อนข้างร้อนจนถึงร้อนมาก

• ใส่เสื้อผ้าที่อบมาก

• สภาพร่างกายที่อ้วนมาก บางคนแค่ยืนเฉยๆ ขาก็มาชนกันแล้วทำให้ช่องคลอดถูกอบอยู่ตลอดเวลา สภาพเหล่านี้แหละที่เชื้อราชอบมาก เหตุนี้จึงทำให้ผู้หญิงไทยเรามีการติดเชื้อราในช่องคลอดกันง่ายมาก บางทีอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ก็ยังเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้ ผิดกับผู้หญิงในเมืองหนาวที่มีการติดเชื้อราน้อยกว่าซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะรายที่เป็นโรคเบาหวาน หรือเป็นโรคที่ต้องกินยากดภูมิต้านทานบางอย่าง เหล่านี้ทำให้เชื้อราชอบมากเช่นกัน

 

อาการติดเชื้อราในช่องคลอด

มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่มีการติดเชื้อราโดยไม่มีอาการอะไรเลย ที่รู้ว่ามีเชื้อราก็เพราะเผอิญไปตรวจภายในด้วยเหตุอื่น เช่น ไปตรวจภายในประจำปีหรือตรวจเนื้องอกมดลูก ผู้หญิงกลุ่มนี้อาจไม่จำเป็นต้องให้การรักษาอะไรก็ได้ เพราะเชื้อราที่ไม่ก่ออาการพวกนี้ ส่วนมากก็จะถูกตกขาวขับทิ้งออกไปจากร่างกายได้เอง แต่มีผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่เมื่อได้รับเชื้อราเข้าไปในช่องคลอด มันจะเจริญเติบโตต่อไป ในระยะแรกจะมีรูปร่างคล้ายดอกเห็ด (blastospore) ซึ่งยังไม่ทำให้เกิดอาการอะไร แต่ถ้าไม่ได้รับยารักษา เชื้อราจะเจริญต่อไปกลายรูปร่างเป็นสายยาวๆ (mycelia) ซึ่งสามารถแทรกเข้าไปในผนังช่องคลอดได้ ถึงขั้นนี้จะเริ่มมีอาการคัน บางคนอาจทนเอาเพราะอายที่จะไปตรวจภายใน แต่พอทิ้งไว้ไม่นานอาการคันกลับมากขึ้นจนทนไม่ไหว เลยเลิกอายรีบไปหาหมอเพื่อตรวจภายในก็มี นอกจากคันแล้วลักษณะของตกขาวที่มีก็จะเปลี่ยนไปด้วย จากที่เคยเป็นมูกใสๆ หรือขาวขุ่นๆ ก็จะกลายเป็นคล้ายนมที่เด็กอวกออกมา (curd) แต่ของบางคนมีลักษณะคล้ายแป้งก็มี

 

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นเชื้อราในช่องคลอด

แค่เอาตกขาวที่มีเชื้อรามาส่องกล้องจุลทรรศน์ดูก็บอกได้แล้ว สำหรับคุณหมอที่ผ่านการตรวจภายในผู้หญิงเป็นเวลานานๆ ส่วนใหญ่แค่ดูตกขาวโดยไม่ต้องส่องกล้องก็บอกได้ว่าเป็นเชื้อรา

 

รักษาอย่างไรดี

การติดเชื้อราในช่องคลอดสามารถรักษาหายได้ด้วยยา แต่ยานั้นมีทั้งกิน เหน็บช่องคลอด และชนิดครีมทาในช่องคลอด ซึ่งทุกชนิดยังแบ่งย่อยออกไปอีก เช่น ยาเหน็บอาจมีชนิดเหน็บครั้งเดียวและเม็ดเดียวเลิก หรือเหน็บวันละเม็ดแต่ต้องเหน็บ 3 – 5 วัน เป็นต้น จึงขอเตือนว่าการจะใช้ยาอย่างไรดี ควรปรึกษาคุณหมอที่รักษาดีกว่า ขืนไปกินหรือเหน็บยามั่วไปเรื่อยอาจทำให้ไม่หายและอาจมีโรคอื่นแทรกซ้อนตามมาได้

 

โรคนี้มีอันตรายไหม

“โรคนี้มีอันตรายไหม” เป็นคำถามยอดฮิต บางคนกลัวว่าถ้าเป็นตกขาวบ่อยๆ จะทำให้เป็นมะเร็ง คุณแม่ที่ตั้งครรภ์กลัวว่าจะทำให้ลูกพิการ ไม่เป็นอย่างที่คิดครับ โรคนี้ไม่มีอันตรายเช่นนั้น เพียงแต่ทำให้คุณทรมานจากอาการคันเท่านั้นเอง ยิ่งถ้าไปเกามันมาก ๆ อาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อตามมา ก็ยิ่งทรมานเพิ่มขึ้นอีก

 

ป้องกันไม่ให้เป็นได้ไหม

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เชื้อราชอบอากาศร้อนชื้น ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคนี้ ก็อย่าสร้างสภาพแวดล้อมของร่างกาย ให้เชื้อรามีความรักใคร่ชอบพอจนอยากอยู่ด้วยก็แล้วกัน เช่น

• อย่าใส่เสื้อผ้าที่คับ อึดอัด

• อย่าปล่อยให้บริเวณช่องคลอดชื้นแฉะ

• เวลารู้สึกร้อนหรือเหนอะหนะบริเวณปากช่องคลอด ควรทำความสะอาดเช็ดให้แห้ง

• อย่าเอาผ้าอนามัยแผ่นเล็กๆ เช่น แคร์ฟรีปิดปากช่องคลอด เพราะจะยิ่งอบให้มันร้อนมากขึ้น

• และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ อย่าอ้วน เป็นข้อแนะนำที่พูดง่าย แต่ทำยากใช่ไหมครับ

อาการปวดไหล่ บอกอะไรแก่เรา

เมื่อพูดถึงหัวไหล่ หลายคนคงสงสัยว่า มีอันตรายที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนนี้ได้อย่างไร ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่า หัวไหล่เป็นอวัยวะหนึ่งที่เป็นส่วนของข้อที่มีประโยชน์มากใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย


เมื่อพูดถึงหัวไหล่ หลายคนคงสงสัยว่า มีอันตรายที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนนี้ได้อย่างไร ก่อนอื่นขออธิบายก่อนว่า หัวไหล่เป็นอวัยวะหนึ่งที่เป็นส่วนของข้อที่มีประโยชน์มากใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย แต่เนื่องจากข้อหัวไหล่มีการเคลื่อนไหวได้มากที่สุดของร่างกาย จึงมักใช้หัวไหล่ในกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เช่น การแต่งกาย การทำความสะอาดร่างกาย การทำงาน รวมทั้งการเล่นกีฬา ซึ่งหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นที่หัวไหล่ จะทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากมากขึ้น

อาการปวดไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้มากและบ่อยขึ้น โดยอาการปวดอาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือเป็นเรื้อรังได้ อาการปวดหัวไหล่อาจมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละโรค อาจมีอาการปวดได้ในบางช่วงเวลา หรือมีอาการปวดตลอดเวลา หลายคนคิดว่าอาการปวดหัวไหล่อาจเกิดขึ้นและหายได้เอง แต่ในบางครั้งอาการปวดไหล่ก็เป็นอาการนำของภาวะที่เป็นอันตราย เช่น ภาวะหมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท ภาวะมะเร็งกระจายมาที่กระดูก รวมทั้งอาจเป็นอาการนำของภาวะโรคที่รุนแรงต้องเข้ารับการผ่าตัด เช่น ภาวะเส้นเอ็นใต้กระดูกสะบักฉีกขาด ข้อไหล่ไม่มั่นคง

นอกจากนี้ อาการปวดไหล่ยังทำให้มีอาการปวดเรื้อรัง ดังเช่น ภาวะไหล่ติด ข้อเสื่อม ภาวะแคลเซียมเกาะเส้นเอ็นหัวไหล่ โดยทั่วไปอาการปวดไหล่สามารถเกิดได้หลายสาเหตุ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ อาการปวดหัวไหล่ที่เกิดจากความผิดปกติของข้อหัวไหล่เอง หรือความผิดปกติที่เกิดจากอวัยวะข้างเคียงที่มีลักษณะอาการปวดร้าวมาที่หัวไหล่หรือบริเวณใกล้เคียงหัวไหล่ เช่น ภาวะหัวใจขาดเลือด วัณโรคปอด กระดูกต้นคอเสื่อม เป็นต้น

อาการปวดหัวไหล่ที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงาน มักเกิดจากภาวะการอักเสบและเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ กระดูกสะบักด้านหลัง และต้นคอ โดยมีอาการปวดตื้น อาการปวดอาจร้าวไปที่คอ หลัง หรือต้นแขนได้ และอาการที่เกิดขึ้นมักมีความสัมพันธ์กับการใช้งาน เช่น การพิมพ์งานเป็นเวลานาน ๆ การสะพายกระเป๋าหนักเป็น เวลานาน ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย ภาวะนี้มักจะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงใด ๆ จึงแนะนำให้สำรวจอาการปวดว่าเกิดจากปัจจัยเสี่ยงใด เช่น สะพายกระเป๋านานเกินไป โต๊ะที่ทำงานสูงเกินไป เวลาพิมพ์งานต้องเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณคอ และหัวไหล่มากและนานเกินไป การแก้ไขที่สำคัญคือควรลดหรือแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ แต่ในกรณีที่ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน การยืดกล้ามเนื้อและออกกำลังกายบริเวณกล้ามเนื้อรอบกระดูกสะบักและหัวไหล่ จะช่วยลดอาการปวดและตึงตัวของกล้ามเนื้อและช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน

ส่วน อาการปวดหัวไหล่ที่เกิดจากอุบัติเหตุ หัวไหล่มักจะได้รับบาดเจ็บที่รุนแรง ได้แก่ ข้อหัวไหล่เคลื่อน โดยจะมีอาการปวดหัวไหล่ทันทีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจะไม่สามารถขยับหัวไหล่ได้ ทำให้หัวไหล่มีลักษณะผิดรูป ภาวะนี้ควรไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะหากรักษาไม่ถูกต้องอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ข้อหัวไหล่ไม่เข้าที่ กระดูกหักร่วมกับภาวะข้อเคลื่อน ภาวะหัวไหล่ไม่มั่นคง ภาวะเส้นเอ็น เส้นเลือด หรือเส้นประสาทบริเวณหัวไหล่ได้รับบาดเจ็บ

นอกจากนี้ อาการปวดหัวไหล่เรื้อรังที่พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยทั่วไปคนสูงอายุมักจะมาพบแพทย์ค่อนข้างช้า และมาพบเมื่อมีอาการมาแล้วหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ทำให้อาการปวดหัวไหล่ส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดเรื้อรัง และในบางครั้งทำให้โรคมีความรุนแรงมากขึ้น ภาวะที่พบบ่อยดังกล่าว ได้แก่ ภาวะหัวไหล่ติด ภาวะการอักเสบของเส้นเอ็นใต้กระดูกสะบัก โดยทั้งสองภาวะนี้ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการปวดหัวไหล่ที่คล้ายคลึงกัน คือมีลักษณะปวดหัวไหล่ย ย ย  ปวดร้าวลงมาบริเวณต้นแขน จะยิ่งปวดมากขึ้นในช่วงเวลานอน อาการที่เกิดจะทำให้นอนตะแคงทับหัวไหล่ข้างที่ปวดไม่ได้ พลิกตัวไม่ได้ การเคลื่อนไหวของหัวไหล่จะทำได้น้อยลง ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ลำบาก โดยเฉพาะการหมุนหรือบิดแขนไปด้านหลัง เช่น ติดตะขอชุดชั้นใน หรือถูสบู่ด้านหลัง

สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมก็คือ ภาวะหัวไหล่ติด สามารถเกิดขึ้นได้เอง หรือเกิดได้จากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การถูกกระแทก มักเกิดได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน ไทรอยด์ และความผิดปกติที่ปอด เช่น วัณโรคหรือจุดที่ปอด ลักษณะจะมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อหัวไหล่ในช่วงแรก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวไหล่ แต่ไม่มีจุดกดเจ็บที่ชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะเป็นมากขึ้น ทำให้ทำการเคลื่อนไหวข้อหัวไหล่ได้ลำบากมากขึ้น การเคลื่อนไหวที่ลดลงจะเป็นเกือบทุกทิศทาง ยกแขนได้ไม่สุด โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในทิศทางบิดหมุนหัวไหล่จะมีการเคลื่อนไหวได้น้อย ทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างยากลำบาก เช่น การถอดหรือใส่เสื้อยืด การถูสบู่ การหยิบของในที่สูง ภาวะนี้สามารถหายเอง มักใช้เวลานานนับปี ทำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะนี้ค่อนข้างลำบากพอสมควรในช่วงเวลาที่มีอาการไหล่ติด การรักษานอกเหนือจากการใช้ยาแก้อักเสบและยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการแล้ว การบริหารยืดข้อหัวไหล่จะช่วยทำให้ภาวะนี้หายเร็วขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน เช่นการใช้มือไต่ผนัง การรำกระบอง เป็นต้นย  ในช่วงแรกที่มีอาการปวด และยังมีหัวไหล่ติดไม่มากนัก การใช้ยาต้านการอักเสบร่วมกับการบริหารข้อหัวไหล่จะได้ผลค่อนข้างดี แต่ถ้าปล่อยให้มีอาการมานาน หัวไหล่เคลื่อนไหวได้น้อยลงอย่างมาก จนการเคลื่อนไหวลดลงทุกทิศทาง การรักษาอาจจะต้องใช้ระยะเวลานาน หรือไม่ประสบความสำเร็จในการรักษา ต้องใช้วิธีอื่น ๆ ในการรักษา เช่น การดมยาสลบดัดข้อหัวไหล่ หรือผ่าตัดส่องกล้องข้อหัวไหล่เพื่อตัด และยืดเยื่อหุ้มข้อหัวไหล่ที่หดรัดตัวอยู่

ภาวะเส้นเอ็นใต้สะบักอักเสบ ก็เป็นอีกภาวะหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เป็นภาวะที่ควรแยกออกจากภาวะข้อไหล่ติดเพราะการดำเนินโรค และการรักษามีความแตกต่างกัน ถึงแม้ว่าจะมีอาการปวดหัวไหล่ที่คล้ายคลึงกับภาวะข้อไหล่ติด มีอาการปวดในเวลากลางคืน แต่อาการปวดของภาวะนี้เกิดจากการอักเสบของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อใต้สะบัก และถุงที่อยู่ระหว่างเส้นเอ็นและกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวไหล่ จนปวดร้าวลงมาที่แขนได้ อาการปวดมักจะเป็นขึ้นในขณะที่มีกิจกรรมที่ต้องใช้แขนยกเหนือศีรษะ เช่น หยิบกระเป๋าจากชั้นวางของ นอนยกแขนวางบนหน้าผาก และการเคลื่อนไหวอาจจะลดลงในบางทิศทาง แต่ไม่มากเท่ากับภาวะข้อหัวไหล่ติด ภาวะนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเสื่อมสภาพของเส้นเอ็นหัวไหล่ในผู้สูงอายุ กระดูกสะบักด้านหน้าที่มีลักษณะโค้งมากผิดปกติ หรือกระดูกงอกบริเวณกระดูกสะบักด้านหน้า รวมไปถึงการได้รับอุบัติเหตุข้อไหล่เคลื่อน เป็นต้น

อาการปวดไหล่สามารถแก้ไขได้ โดยเริ่มต้นที่การสังเกตอาการ ท่าทางของตนเองว่ามีความผิดปกติอย่างไร น่าจะมีสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร ซึ่งแน่นอนว่า จะทำให้ง่ายต่อการวินิจฉัยของแพทย์เมื่อต้องทำการรักษาในระยะแรก.

เปลี่ยนวันจันทร์ที่น่าเบื่อให้กลายเป็นวันที่สดใสกันดีกว่า

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เกลียด “วันจันทร์” เรามีวิธีช่วยคุณได้  “วันจันทร์” ที่แสนจะน่าเบื่อให้เป็นสดใส และมีพลังตลอดทั้งสัปดาห์มาฝาก

1.ยิ้มรับวันจันทร์
หากคุณคิดว่าวันจันทร์น่าเบื่อ มันก็จะน่าเบื่อ แต่หากคุณบอกตัวเองว่า วันนี้คุณมีความสุข คุณก็จะมีความสุข และความสุขของคุณก็จะส่งผ่านไปยังเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ สร้างบรรยากาศที่ดี สร้างแรงจูงใจในการทำงานให้คนรอบข้างอีกด้วย

2.ตั้งเป้าหมายในการทำสิ่งใหม่ ๆ
ทำวันจันทร์ของคุณ ให้สนุก ด้วยการตั้งเป้าหมายว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้คุณเริ่มต้นสัปดาห์ได้อย่างมีพลัง เช่น คุณจะคุยกับเพื่อนร่วมงานที่คุณไม่เคยคุยด้วย คุณจะไปลองกินมื้อกลางวันร้านใหม่ ๆ ที่คุณยังไม่เคยไป เป็นต้น

3.เพิ่งพลังด้วยอาหารเช้าอร่อย ๆ
อย่าให้วันจันทร์ที่รีบเร่งทำให้คุณพลาดอาหารเช้ามื้อสำคัญ ยิ่งไม่ได้กินข้าวเช้า ร่างกายยิ่งขาดพลัง คิดงานไม่ออก สมองไม่แล่น แนะนำให้เพิ่มพลังแก่ร่างกายและสมองด้วยหาอาหารเช้าอร่อย ๆ พร้อมไข่ 1 ฟองก่อนเริ่มงาน

4.กระตุ้นด้วยดนตรีมีจังหวะ
ปลุกตัวเองให้ตื่นจากอาการง่วงเหงาหาวนอนในเช้าวันจันทร์ด้วยการฟังเพลงที่มีจังหวะดนตรีสนุก ๆ เติมความสดชื่นให้คุณในขณะทำงาน

5.เติมความสดใสด้วยช่อดอกไม้สวย ๆ
ลองซื้อช่อดอกไม้มาวางไว้บนโต๊ะทำงานดูบ้าง ยามเบื่อ ๆ ไร้ชีวิตชีวา นั่งมองดอกไม้สวย ๆ ก็ช่วยให้คุณสดชื่นและอารมณ์ดีขึ้นได้

6.ลาหยุดกลางสัปดาห์
การลาหยุดวันพุธ เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่น่าสนใจ (แต่ไม่แนะนำให้ทำบ่อยนะคะ) เพราะคุณจะรู้สึกว่าสัปดาห์นั้นสั้นลง และจะไม่รู้สึกว่าวันจันทร์น่าเบื่อเหมือนสัปดาห์อื่น ๆ

วิธีกินเหล้าไม่ให้ แฮงค์ ในวันทำงาน

หลายๆคน เวลามีช่วงสังสรรค์เย็นระหว่างสัปดาห์การทำงาน บางทีก็เพลิน แล้วตื่นเช้ามา แฮงค์ โอเวอร์ ปวดหัว อยากจะนอนต่อ ก็ไม่ได้ แต่ถ้าเจ้าขี้เกียจวันนั้นทำงานหนักหล่ะก็จะเกิดไอเดีย ไม่ไปทำงานไปดื้อๆ แบบนี้ไม่ดีแน่นอน เพราะว่า มีแนวโน้มเก้าอี้หายได้ง่ายๆเลย

วิธี แก้ ง่ายๆ ระหว่างมีการสังสรรค์ ก็คือ ไม่กินเหล้า 5555+
แต่แหมมมมม บางคนก็บอกว่า ไม่กินก็ไม่หนุกเลย จริงๆแล้วกินเหล้าเยอะไม่ดีหรอก อันนี้ หนังสือ เค้าก็ว่ากันเยอะ ทำลายเซลสมอง ทำให้แก่ก่อนวัย ตับแข็ง สารพัดโรค ที่จะรุมเร้าเข้ามา

แต่…กินก็ได้ แต่ต้องกินให้เป็น กินแล้วเมาเยอะๆ อย่าไปกินดีกว่า หลังจากมีประสบการณ์การกิน แบบแฮงค์มาหลายหน ทั้งๆที่บางที่ จิบแค่กระจิ๊ดเดียว ทะมายตื่นเช้ามายังปวดหัว เกือบทุกครั้งเลย จนที่สุดก็ได้ไปขอเคล็ดลับเหล่าบรรดาเพื่อนๆที่คอทองแดงทั้งหลาย (นอนหลับเมื่อไรจะแอบตัดเอาทองแดงที่คอไปขายซะให้เข็ด) เค้าก็มานั่งเฉลย เคล็ดไม่ลับว่า ต้องกิน น้ำมะนาวสด น้ำมะนาวคั้นสดๆ ไม่ต้องเติมอะไรเลย สะด๊วบ ทีละครึ่งแก้วเลย ตื่นเช้ามารับรองไม่ปวดหัว ไม่น่าหล่ะ อ้ายเราก็ว่า เจ็งจริง ที่ไหนได้ เห็นกินกันที่ไร ก็สั่งมะนาว สด มาที 2 – 3 แก้ว ทุกที เลยเพิ่งจะรู้ เคล็ดลับกินแล้วไม่แฮงค์เนี่ยเอง

เค้าก็บอกว่า มีอีกวิธี ก็กินพวกวิตามินซี พวกไบโอซี ระหว่างกินข้าวก็ เอาอยู่ รับรองตื่นมาไม่แฮงค์แน่นอน

การจ้องจอคอมนาน..อาจเป็นโรค CVS

คนที่ทำงานในสำนักงานจำเป็นต้องจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเฉลี่ย 6-7 ชั่วโมงต่อวันอาจเสี่ยงเป็นคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมหรือโรคซีวีเอส
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์บ่อยๆและจ้องจอนานๆโดยเฉลี่ยต่อวัน6-7ชั่วโมงแล้วล่ะก็ คุณอาจเสี่ยงเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโรม (Computer Vision Syndrome หรือเรียกว่า โรคซีวีเอส (CVS)

สาเหตุ

เกิดจากเมื่อเราจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆอัตราการกะพริบตาจะลดลง ทำให้เกิดอาการตาเมื่อยล้า แสบตา ตามัวตาสู้แสงไม่ได้ หรือปวดตา บางคนอาจมีอาการเล็กน้อย เมื่อพักสายตาสักครู่ก็หาย แต่บางคนอาจต้องพักสายตาเกือบวันกว่าจะหาย ถ้ารุนแรงมากอาจจะต้องใช้ยาหยอดตาช่วย

วิธีการบรรเทาอาการเริ่มต้น

1.ใช้น้ำตาเทียมหยอดตา ลดอาการแสบตาและตาแห้ง

2. ปรับแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้สว่างน้อยลง หรืออาจใช้แผ่นกรองแสงติดบนจอคอมพิวเตอร์ หรือปรับไม่ให้แสงจากหลอดไฟ หรือแสงสว่างด้านนอกสะท้อนสู่จอคอมพิวเตอร์เข้าตาผู้ใช้

3. เว้นระยะห่างระหว่างที่นั่งทำงาน กับจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 50 ซม. และปรับจุดกึ่งกลางหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศา

4. พักสายตาด้วยการหลับตาสักครู่ จากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างน้อยชั่วโมงละ 5 นาที

5. หมั่นบริหารสายตาบ่อยๆ โดยการมองใกล้-ไกล จ้องสิ่งของใกล้ตัวและไกลออกไป 20 ฟุต จ้องค้างประมาณ 10-15 วินาทีทำสลับกันประมาณ 5 ครั้ง

เพราะว่า ‘ตา’ เป็นอวัยวะที่สำคัญ ที่เราใช้งานค่อนข้างหนักในแต่ละวัน ดังนั้นอย่าลืมเอาใจใส่ตาคู่สวยให้มากๆด้วยนะ